posttoday
ไป "ระรึกชาติ" ที่ศรีลังกา (6)

ไป "ระรึกชาติ" ที่ศรีลังกา (6)

08 มกราคม 2556

แม้จะ “ล้มเหลว” ครั้งแล้วครั้งเล่าในปณิธานที่จะนำพุทธสถานสำคัญคือ พุทธคยากลับมาเป็นของชาวพุทธ แต่ท่านธรรมปาละไม่เคยท้อถอยหรือสิ้นหวังเลย ท่านยังคงทำงานทั้งในทางสากลและงาน “พัฒนา” ทั้งในลังกาและอินเดียอย่างต่อเนื่อง

แม้จะ “ล้มเหลว” ครั้งแล้วครั้งเล่าในปณิธานที่จะนำพุทธสถานสำคัญคือ พุทธคยากลับมาเป็นของชาวพุทธ แต่ท่านธรรมปาละไม่เคยท้อถอยหรือสิ้นหวังเลย ท่านยังคงทำงานทั้งในทางสากลและงาน “พัฒนา” ทั้งในลังกาและอินเดียอย่างต่อเนื่อง

ในทางสากล ท่านได้กลับไปเยือนสหรัฐอีกสองครั้ง โดย พอล คารุส ผู้ก่อตั้งมหาโพธิสมาคมแห่งอเมริกาได้เชิญท่านไปเยือน ท่านแวะผ่านอังกฤษพบเซอร์เอดวิน อาร์โนลด์ ริส เดวิดส์ และบุคคลสำคัญมากมาย ที่สหรัฐมีหญิงอเมริกันบางคนพยายามยั่วยวนท่าน แต่ท่านไม่หวั่นไหว ยังคงทำงานเผยแพร่ศาสนาอย่างมุ่งมั่น จนสามารถจัดงานวันวิสาขบูชาขึ้นครั้งแรกในสหรัฐได้สำเร็จ

ในการเยือนสหรัฐครั้งที่สาม นอกจากการเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านยังตั้งใจไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วย ที่บอสตันท่านสมัครเข้าไปฝึกอบรมในชั้นเรียนของ ศ.วิลเลียม เจมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงก้องโลกในเวลานั้น การฝึกอบรมจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิลเลียม เจมส์ เห็นท่านแล้วจำได้ (เพราะท่านตัดสินใจห่มเหลืองตั้งแต่หลังไปร่วมประชุมสภาผู้แทนศาสนาโลกที่ชิคาโก) จึงเชิญท่านไปข้างหน้าแล้วบอกว่า “ขอให้มานั่งบนเก้าอี้ผม ผมจะไปนั่งกับนักเรียน เพราะท่านเหมาะที่จะบรรยายเรื่องจิตวิทยามากกว่าผม” หลังท่านบรรยายเสร็จ วิลเลียม เจมส์ ลุกขึ้น หันไปพูดกับนักเรียนในชั้นว่า “นี่คือวิชาจิตวิทยาที่ทุกคนจะต้องศึกษาในเสี้ยวศตวรรษนับจากนี้”

ในอินเดียและลังกา ท่านมีโอกาสตระเวนไปเยี่ยมเมืองต่างๆ มากมายโดยเดินทางไปอย่างสมถะ อย่างนักบวชหรือนักพรต กินอยู่หลับนอนกับประชาชนคนชั้นล่าง ทำให้ท่านมีโอกาสรับรู้ถึงปัญหา ชีวิต จิตใจ ของประชาชนอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง พร้อมกับงานเผยแผ่ศาสนา เช่น การก่อตั้งสาขามหาโพธิสมาคม ที่มัทราส ซึ่งปัจจุบัน คือ เชนไน เพื่อชูธงธรรมะแห่งพุทธศาสนาขึ้นทางภาคใต้ของอินเดีย ท่านได้ทำงานพัฒนา เช่น การตั้งโรงเรียนฝึกอาชีพทางอุตสาหกรรมที่เมืองสารนาถ พัฒนาด้านการเกษตรที่กัลกัตตา ขอเงินบิดาให้ส่งนักเรียนไปศึกษาเรื่องการทอผ้าและงานช่างอื่นๆ ที่ญี่ปุ่น และต่อมาได้ตั้งโรงเรียนสอนทอผ้าแห่งแรกในศรีลังกา เมื่อ พ.ศ. 2449

นอกจากงานพัฒนาด้านวัตถุแล้ว คือ งานด้านจิตใจ ท่านธรรมปาละได้ปลุกใจคนในชาติให้ปลดปล่อยตนเองจากการตกเป็นทาสของสุรา ให้มีความภาคภูมิใจในภาษา วัฒนธรรม ประเพณีและเครื่องแต่งกาย ของชาติตน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นช่วงยากลำบากของท่านธรรมปาละ เพราะเกิดจลาจลในศรีลังกา เมื่อ พ.ศ. 2458 น้องชายของท่านถูกจับและศาลทหารใช้เวลาเพียงสามวันก็ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตข้อหา “ทรยศต่อชาติ” ซึ่งหลังถูกคุมขังได้เพียง 5 เดือน ก็เสียชีวิตจากการล้มป่วยด้วยโรคไทฟอยด์ ตัวท่านธรรมปาละก็ถูก “กักบริเวณ” อยู่ที่กัลกัตตาเป็นเวลา 5 ปี ทำให้งานต่างๆ ชะงัก ต่อมามีการอุทธรณ์เรื่องนี้ไปยังกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษ ที่กรุงลอนดอน หลังการสอบสวนใหม่ เซอร์โรเบิร์ต ชาล์มเมอร์ล์ ผู้ว่าการลังกาถูกเรียกตัวกลับอังกฤษ ผู้ว่าการคนใหม่ คือ เซอร์เฮนรี วิลเลียม แมนนิง กล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการต่อมารดาของท่านธรรมปาละ

ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปศรีลังกา จนถึงปี พ.ศ. 2465 เวลานั้นท่านอายุได้ 58 ปี สุขภาพของท่านทรุดโทรมลงอย่างมาก ทั้งโรคหัวใจ โลหิตจาง ขาดวิตามิน และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทั้งนี้เพราะการทำงานหนัก รับประทานอาหารไม่พอเพียง และขาดการออกกำลังกาย สามปีต่อมาท่านได้ไปรักษาตัวโดยการผ่าตัดรักษากระดูกสันหลังที่ซูริก สวิตเซอร์แลนด์

ท่านมีโอกาสกลับไปอังกฤษ ร่วมจัดงานวิสาขบูชาที่กรุงลอนดอนและเริ่มออกวารสารรายเดือน “ชาวพุทธอังกฤษ” (The British Buddhist) ฉบับปฐมฤกษ์ ท่านเขียนเองทั้งฉบับ

หลังกลับถึงลังกาในปี 2470 ท่านต้องนอนอยู่กับเตียงจากโรคกระเพาะอาหารและโรคหัวใจ แพทย์คิดว่าวาระสุดท้ายใกล้จะมาถึงแล้ว แต่พลังใจอันแข็งแกร่งทำให้ท่านสามารถอยู่ต่อมาได้ จนสามารถไปร่วมพิธีเปิด “มูลคันธกุฎีวิหาร” ที่สารนาถ ในพิธีเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2474 อธิบดีกรมโบราณคดีของอินเดียได้มอบพระสารีริกธาตุแก่มหาโพธิสมาคมในนามของรัฐบาลอินเดีย มีขบวนช้างแห่แหนกระทำทักษิณาวรรตรอบมูลคันธกุฎีวิหารสามรอบ มีแขกไปร่วมงานนับพัน กว่าครึ่งเป็นชาวต่างประเทศ งานพิธีจัดถึงสามวัน

พุทธสังเวชนียสถานแห่งแรก คือ ที่แสดงพระปฐมเทศนา ได้กลับมาเป็นของชาวพุทธอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

เพื่อให้ได้ “ตายในผ้าเหลือง” หรือในสมณเพศ ซึ่งเป็นเพศอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา ท่านธรรมปาละได้บรรพชาเป็นสามเณรที่สารนาถ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2474 มีนามฉายาว่าศรีเทวมิตตธรรมปาละ สองปีต่อมาท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2476 และได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2476 สิริรวมอายุได้ 69 ปี 7 เดือน 13 วัน

ไม่กี่วันก่อนมรณภาพ ท่านได้ประกาศปณิธานกับแพทย์ผู้ดูแลรักษาท่านว่าจะขอกลับมาเกิดอีก 25 ชาติ เพื่อเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ต่อมาในเดือน เม.ย. 2492 รัฐบาลแห่งรัฐพิหาร ได้ผ่านพระราชบัญญัติวิหารพุทธคยา ให้กรรมสิทธิ์ของพระมหาวิหารไปอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ มีคณะกรรมการประกอบด้วย ชาวพุทธ 4 คน ฮินดู 4 คน มีผู้ว่าการเมืองคยาเป็นประธาน นับจากนั้น ชาวพุทธทั่วโลกก็สามารถเข้าไปกราบบูชาสักการะพุทธสังเวชนียสถานแห่งนี้ได้ตามศรัทธา และชาวพุทธประเทศต่างๆ ก็ได้ไปสร้างวัดขึ้นโดยรอบอาณาบริเวณรวมทั้งวัดไทยที่เด่นสง่าอยู่ในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก