
บทวิเคราะห์คนเสื้อแดง
....นายศาสตรา
การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 เป็นต้นมา มีสัญญาณส่อว่าจะเปลี่ยนจากการ
“เผด็จศึกม้วนเดียวจบ” ระยะสั้น เป็นการชุมนุมยืดเยื้อ ทำให้เกิดคำถามสำคัญอย่างน้อย 5 ข้อคือ 1) ปัญหานี้จะจบลงอย่างไร 2) จะเกิดความรุนแรงหรือไม่ 3) จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ 4) จะกระทบต่อเศรษฐกิจแค่ไหน เพียงไร และ 5) จะบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่โตจนถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมืองหรือไม่จะตอบปัญหาทั้ง 5 ข้อนี้ได้ ต้องตอบให้ได้เสียก่อนว่ากลุ่มคนเสื้อแดงคือใคร ก่อตัวจนเติบโตมาอยู่ในสถานภาพเช่นนี้ได้อย่างไร
บทสรุปที่ง่ายและสั้นที่สุดต่อคำถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงคือใคร ก็คือ เป็นกลุ่มของ
“คนรักทักษิณ” นั่นเองการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักทักษิณทุกครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
1) กลุ่มผู้ชุมนุม 2) กลุ่มนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย หรือเดิมคือพรรคพลังประชาชน และพรรคไทยรักไทย ซึ่งรวมทั้งกลุ่มสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ในส่วนที่ยังคงอยู่ข้างทักษิณ และ 3) กลุ่มก่อความรุนแรง ซึ่งเดิมร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ขณะนี้น่าสงสัยว่าจะแยกออกมาปฏิบัติการต่างหาก แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับการชุมนุม ซึ่งครั้งนี้มีการใช้อาวุธรูปแบบหลายหลาย เช่น เอ็ม 79 จรวดอาร์พีจี ระเบิดทีเอ็นที และความพยายามเผารถถัง เป็นต้น
กลุ่มก่อความรุนแรงเหล่านี้ แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นกลุ่มคนรักทักษิณ หรือกลุ่มปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ของทักษิณ แต่มีเหตุชวนให้เชื่อได้ว่าเป็นกลุ่มคนรักทักษิณ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองได้
“หลุด” คำพูดออกมาบางครั้งในทางสั่งการให้ก่อความรุนแรง ที่ชัดเจนคือเมื่อช่วงสงกรานต์ปีที่แล้วสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ มีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ชัดเจน แยกกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงออกไป สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของการชุมนุมให้เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ
สำหรับกลุ่มนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย และพรรคต้นกำเนิดในอดีต ได้ประกาศตัวชัดเจนทั้งพฤติกรรมและโดยวาจาของนักการเมืองหลายคนว่าเป็น
“นอมินี” ของทักษิณ โดยเฉพาะหลังจากที่คณะกรรมการการเลือก (กกต.) มีมติชัดเจนว่าไม่มีกฎหมายที่สามารถเอาผิดจากบรรดานอมินีทั้งหลายได้ และบรรดาคนบ้านเลขที่ 111 และ 109 ในพรรคเพื่อไทยที่ถูกศาลตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ก็ยังสามารถมีบทบาททางการเมืองได้ในขอบเขตที่กว้างขวางพอสมควร คนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนรักทักษิณ เพราะส่วนใหญ่กำเนิดและเติบโต มีบทบาททางการเมืองอยู่ได้ด้วย “น้ำเลี้ยง” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีทรัพย์สินมากมายมโหฬาร แม้จะถูกศาลพิพากษายึดไป 4.6 หมื่นล้านบาทเศษ ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นกลุ่ม
“คนรักทักษิณ” กลุ่มใหญ่ที่สุด ก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุมและฐานมวลชนของพรรคไทยรักไทยในอดีต ที่สืบทอดมาเป็นพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีจำนวนอย่างน้อยกว่าสิบล้านคนทั่วประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้ประกอบขึ้นจากหลากหลายกลุ่ม กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ “กลุ่มรากหญ้า” แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ซึ่งมีฐานสำคัญ คือ นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในกลุ่มคนเสื้อแดง เช่น นพ.เหวง โตจิราการ และ จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นต้น 2) กลุ่มต่อต้านชนชั้นปกครองที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบและรังแกราษฎร ในกลุ่มคนเสื้อแดง ได้แก่ กลุ่มต่อต้านอำมาตย์ 3) กลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม รวมทั้งที่เรียกร้องให้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องต่างๆ และ 4) กลุ่มต่อต้านหรือไม่เอาสถาบันสำหรับกลุ่มคนรากหญ้าที่เป็นฐานที่กว้างใหญ่ที่สุดของมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดง เดิมทีมีสถานะเป็นเพียง
“ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน” หรือราษฎรที่ไม่มีปากมีเสียง และมีบทบาททางการเมืองเพียงไปใช้สิทธิเลือกตั้งในช่วงเวลาเพียง “4 วินาที” ที่หย่อนบัตรลงหีบบัตรเลือกตั้งเท่านั้น คนกลุ่มนี้รักทักษิณ เพราะเขาถูกทอดทิ้งเอารัดเอาเปรียบมายาวนาน ถ้านับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไทยได้ส่งข้าวไปขายต่างประเทศเป็นจำนวนมาก รัฐบาลได้ใช้ระบบภาษีพรีเมียมข้าว กดราคาข้าวในประเทศ ฉวยโอกาสเอาเงินภาษีจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวนาไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนในเมืองเป็นส่วนใหญ่ และเพื่อกดราคาข้าวให้คนในเมืองบริโภคในราคาถูก กรณีดังกล่าวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจาก ม.จ.สิทธิพร กฤดากร แต่รัฐบาลก็ไม่เปลี่ยนนโยบาย จนชาวนาสูญเสียกรรมสิทธิ์ที่ดินลงไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็ต้องอพยพเข้าไปเป็นผู้ใช้แรงงานในเมือง มีจำนวนมากที่ตัดสินใจ “ไปตายเอาดาบหน้า” ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งมีจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในสภาพ “ไปเสียนา มาเสียเมีย”เมื่อถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเริ่ม
“ยุคพัฒนาการ” ก็ใช้นโยบายกดขี่ขูดรีดแรงงาน ให้แรงงานราคาถูก และไม่ให้มีสวัสดิการแรงงาน เพื่อ “ดึงดูดการลงทุน” คนรากหญ้าทั้งประเทศจึงถูกทอดทิ้งและเอารัดเอาเปรียบมาอย่างยาวนาน บุคคลแรกที่หยิบยื่นเม็ดเงินให้แก่ชาวบ้านโดยตรง คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยโครงการเงินผัน ซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สืบทอดเป็นโครงการสร้างงานในชนบท แต่คนที่หยิบยื่นให้แก่คนรากหญ้ามากที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องสำคัญ 4 เรื่อง ที่ชนะใจคนรากหญ้าอย่างลึกซึ้ง คือ 1) โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ที่ไม่เพียงสร้างหลักประกันสุขภาพให้แก่คนรากหญ้าเท่านั้น แต่เปลี่ยนการบริการจากการสงเคราะห์เป็นสิทธิที่ทำให้คนรากหญ้าไปรับบริการอย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก 2) โครงการโอท็อป ซึ่งสร้างชีวิตชีวาให้แก่เศรษฐกิจชาวบ้านและชุมชนอย่างกว้างขวาง 3) การปราบปรามยาเสพติดอย่างได้ผล รวดเร็วทันใจ แม้จะมีการฆ่าตัดตอนไปหลายพัน ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนประณาม แต่คนรากหญ้าโดยมากพึงพอใจอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาปราบอีก 4) กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านแม้ฝ่ายต่อต้านทักษิณจะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าทักษิณโกง คอร์รัปชัน สร้างปัญหาให้แก่บ้านเมืองมากมาย แต่คนรากหญ้าก็มีข้อสรุปชัดเจนว่า นักการเมืองมันโกงกินกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครให้แก่พวกเขาอย่างทักษิณ ฉะนั้นใครจะว่าทักษิณร้าย แต่สำหรับคนรากหญ้า มีคำตอบชัดเจนว่า
“ถึงร้ายก็รัก”โดยสรุป กลุ่มคนเสื้อแดง ประกอบด้วย กลุ่มคนหลากหลาย ทุกคนล้วน
“รักทักษิณ” ด้วยเหตุผลความเป็นมาแตกต่างกัน แต่เคลื่อนไหวเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การแก้ปัญหากลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการชุมนุมที่เกิดขึ้น เบื้องต้นจะต้องวิเคราะห์ให้เห็นภาพของกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมดเช่นนี้เสียก่อน จึงจะสามารถวางยุทธศาสตร์การแก้ไขคลี่คลายอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไปได้






