posttoday
เก็บภาษี-ตัดรายจ่าย-จัดการหนี้ ไม่จบ โลกลุ้นต่อ ผาการคลังมะกัน

เก็บภาษี-ตัดรายจ่าย-จัดการหนี้ ไม่จบ โลกลุ้นต่อ ผาการคลังมะกัน

02 มกราคม 2556

ถือเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ที่สมใจและถูกใจนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงประชาชนและผู้ประกอบการในสหรัฐไม่น้อย

ถือเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ที่สมใจและถูกใจนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงประชาชนและผู้ประกอบการในสหรัฐไม่น้อย

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เพราะหลังจากฉลองนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่เพียงไม่กี่ชั่วโมง วุฒิสภาของสหรัฐก็ขานรับข้อเสนอที่บรรลุร่วมกันระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา กับพรรครีพับลิกัน ที่จะจัดการกับการขาดดุลงบประมาณอย่างหนักของประเทศที่นำไปสู่หน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff)

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ รัฐบาลสหรัฐสามารถเลี่ยงเส้นตายของมาตรการขึ้นภาษีและตัดลดค่าใช้จ่ายแบบอัตโนมัติ เพื่อแก้ปัญหาหนี้และการขาดดุลงบประมาณของประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ได้อย่างเฉียดฉิว

ผลที่ได้ทำให้ความหวาดกลัวที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักทั่วโลกคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากปล่อยให้มาตรการหน้าผาการคลังเกิดขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง และยังทำให้การใช้จ่ายของภาคประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศซบเซาหนักตามไปด้วย

ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก มลายหายไปแทบหมดสิ้น

เหลือเพียงแค่การรอลุ้นให้สภาล่าง หรือบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติรับรองเท่านั้น

ทั้งนี้ แม้อาจจะต้องเผชิญกับเสียงซักค้านทักท้วงอย่างหนักหน่วงจากสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากอยู่ในสภาล่าง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างเชื่อมั่นและเชื่อใจว่า สหรัฐจะไม่ทำให้ทั่วโลกต้องผิดหวัง โดยสหรัฐจะสามารถจัดการหาทางประนีประนอมสารพัดข้อขัดแย้งที่ยังตกลงกันไม่ได้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นข่าวดีที่ทำให้เหล่านักลงทุนชื่นอกชื่นใจรับต้นปี แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับยิ้มไม่ค่อยออกสักเท่าไรนัก เพราะหลังจากที่ได้พลิกอ่านรายละเอียดแล้ว ต่างคนต่างตระหนักดีว่า ข้อตกลงล่าสุดเพียงแค่ช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐเลี่ยงปัญหาได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

เรียกได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงความคืบหน้าที่ช่วยต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจของสหรัฐมีเวลาเพียงพอจะแสวงหาหนทางจัดการยุติปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สาเหตุเพราะปัญหาการจัดเก็บ ยกเว้น หรือตัดลดภาษี ทั้งของบุคคลธรรมดา และของบริษัทองค์กรห้างร้านต่างๆ ยังคงเป็นประเด็นหลักใหญ่ที่ 2 พรรคใหญ่ของประเทศอย่างพรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน ยังตกลงกันไม่ได้

เพราะรัฐบาลสหรัฐยังคิดกันไม่ตกเสียทีว่าจะตัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างไรดี ระหว่างหันมาใช้มาตรการรัดเข็มขัดแบบเข้มงวด เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณของประเทศ หรือเดินหน้าเป็นหนี้ต่อด้วยการทุ่มใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศ

และท้ายที่สุด เพราะสหรัฐยังมีประเด็นปัญหาใหญ่ที่ต้องคุยต่อไปอีกค่อนข้างยาวนาน อย่างการจัดการกับปริมาณหนี้มหาศาล และเพดานหนี้ของตนเอง เพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ของประเทศ ซึ่งจะทำให้เสียเครดิตหมดจนสหรัฐต้องสูญเสียความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนทั่วโลกไป

ทั้งนี้ หากได้ติดตามข่าวคราวของการเจรจาแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักเศรษฐศาสตร์ ย่อมพอจะเข้าใจได้ในระดับหนึ่งแล้วว่า ความขัดแย้งที่ส่งผลให้การเจรจาตกลงหน้าผาการคลังล่าช้ายืดเยื้อก็คือ เรื่องการยกเครื่องระบบการจัดเก็บภาษี ที่ฝั่งพรรคเดโมแครตนำโดยประธานาธิบดีโอบามา ต้องการเก็บภาษีกับผู้มีรายได้สูงเพิ่มเติม ขณะที่ฝั่งพรรครีพับลิกันไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจัดเก็บภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับข้อตกลงด้านภาษีล่าสุด ระบุชัดว่า รัฐบาลสหรัฐจะจัดเก็บภาษี 39.6% ในส่วนของบุคคลธรรมดาที่มีรายได้เกิน 4 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 12 ล้านบาทต่อปี) และในส่วนของครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 4.5 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 13.5 ล้านบาทต่อปี) ขณะที่รายได้ของบริษัท องค์กร รวมถึงเงินปันผลจะมีการเก็บภาษีเพิ่มที่ 20% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 15%

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขึ้นภาษีมรดกอสังหาริมทรัพย์จาก 35% เป็น 40% พร้อมกับการเดินหน้าขยายเวลามาตรการการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวหรือผู้มีรายได้น้อย และบรรดาชนชั้นกลางออกไปอีก 5 ปี

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นว่า เงื่อนไขด้านการจัดเก็บภาษีข้างต้น เพียงแค่ช่วยให้สหรัฐจัดการเลี่ยงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เฉพาะในปัจจุบันนี้เท่านั้น โดย มินซีย์ ชินน์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินเมดิสัน เห็นว่ามาตรการภาษีข้างต้น ถ้าอนุมัติบังคับใช้จริงก็จะเป็นเพียงแค่มาตรการชั่วคราวที่ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐมีทางเลือกในการกำหนดอัตราฐานภาษีขั้นต่ำ เพื่อช่วยเหลือชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย

ทว่า ขณะที่รัฐบาลมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการขึ้นภาษีคนรวย แต่ตราบใดที่สหรัฐไม่ปรับปรุงระบบกฎเกณฑ์การจัดเก็บภาษีในปัจจุบัน ซึ่งมีรูโหว่ช่องว่างให้ผู้เสียภาษีสามารถยื่นขอลดหย่อนหรือขอคืนภาษีได้มากมาย สุดท้ายการผลักดันการขึ้นภาษีของรัฐบาลสหรัฐครั้งนี้ย่อมไม่เป็นประโยชน์อยู่ดี

แมกซ์ โบว์คัส ประธานคณะกรรมการการเงิน วุฒิสภาสหรัฐ ยอมรับว่าการเดินหน้ายกเครื่องปฏิรูประบบภาษีทั้งหมดของประเทศสหรัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานของแดนลุงแซม แต่ปัจจัยที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักเห็นตรงกันว่า ยังมองไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนจากทำเนียบขาวและสภาคองเกรสแม้แต่น้อย

สำหรับประเด็นเรื่องการตัดลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ มูลค่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 36 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลา 10 ปี ที่จะให้มีผลโดยอัตโนมัติทันทีในวันปีใหม่นี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ต่างเห็นชอบให้เลื่อนการบังคับใช้ออกไปอีก 2 เดือน พร้อมชดเชยมาตรการตัดลดด้วยมาตรการรัดเข็มขัดมูลค่า 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.2 แสนล้านบาท) โดยครึ่งหนึ่งจะมาจากการลดการใช้จ่ายในงบประมาณทั้งด้านการทหารและสังคม ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือมาจากจำนวนรายได้ที่จะเข้ามายังรัฐ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นักวิเคราะห์วิตกกันมากก็คือ สภาคองเกรสของสหรัฐยังไม่สามารถบรรลุรายละเอียดของการดำเนินการตัดลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งส่วนมากอยู่ในรูปของความช่วยเหลือและสวัสดิการสังคมให้กับคนตกงาน โครงการประกันสุขภาพ โครงการเงินช่วยเหลือแพทย์ในโครงการประกันสุขภาพ ตลอดจนโครงการเงินบำนาญ

ทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สหรัฐต้องการเวลาเจรจาพูดคุยมากกว่าระยะเวลา 2 เดือนที่ยืดออกไปแน่นอน ยืนยันได้จากการเจรจาตกลงอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา แถมในระหว่างนั้นรัฐบาลสหรัฐมีเรื่องที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วนอย่างปัญหาการว่างงาน

“สิ่งที่เราสามารถคาดหวังจากสหรัฐได้ต่อจากนี้ก็คือ สภาพเศรษฐกิจที่ซึมเซา เพราะปัญหาการขาดดุลงบประมาณ พร้อมกับความขัดแย้งในเรื่องดังกล่าวซึ่งมีแนวโน้มไม่จบสิ้น” นักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ ระบุชัดเจนในรายงานวิจัย

ทั้งนี้ ความขัดแย้งข้างต้นยังเกี่ยวข้องกับประเด็นสุดท้ายที่นักวิเคราะห์วิตกกันค่อนข้างมากก็คือ เรื่องปริมาณหนี้ของสหรัฐ ที่ในปัจจุบันพุ่งเฉียดพิกัดที่ 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 492 ล้านล้านบาท) จากระดับเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ที่ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลมีกำหนดคุยเรื่องการปรับเพดานหนี้อีกครั้งในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. หลังจากที่การพูดคุยเพื่อปรับเพิ่มเพดานหนี้ล่าสุดคือ เมื่อเดือน ส.ค. 2554 จาก 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอัตราในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ลำพังแค่การตกลงเรื่องการปรับเพดานหนี้ครั้งก่อนยังกินเวลายาวนานจนเฉียดเส้นตายที่ทำให้สหรัฐเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้มาแล้ว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงค่อนข้างมั่นใจว่า การพูดคุยตกลงในครั้งนี้ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก

ยิ่งเมื่อบวกกับข้อแลกเปลี่ยนล่าสุดจากฝั่งพรรครีพับลิกัน ที่ยื่นคำขาดให้รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามา ต้องตัดลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลพรรคเดโมแครตพยายามต้านมาโดยตลอด เพื่อแลกกับการอนุมัติปรับระดับเพดานหนี้ ก็ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์แทบจะทุกสำนักเริ่มเชื่อมั่นในการคาดการณ์ของตนเองมากขึ้น

ทั้งนี้ หากเปรียบเรื่องการจัดการหน้าผาการคลังของรัฐบาลสหรัฐเป็นการวิ่งมาราธอน นักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างยอมรับว่า เป็นการวิ่งมาราธอนในระยะทางที่ไกลและนาน โดยที่ยังมองไม่เห็นเส้นชัยใดๆ ชัดเจน

และเวลาอีก 1 ปีนับต่อจากนี้ไป อาจเป็นเวลาที่บรรดารัฐบาลนานาประเทศและนักลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มที่จำเป็นจะต้องลุ้นกับทิศทางการจัดการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐกันต่อไปอีกนานอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ