
หน้าผาคลังแรงกว่าคาดเฟดกระสุนหมด-เอเชียสั่นสะท้าน
เป็นปัญหาที่คนทั่วทั้งโลกเฝ้ารอลุ้นและติดตามอย่างใจจดใจจ่อ สำหรับความเสี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง
เป็นปัญหาที่คนทั่วทั้งโลกเฝ้ารอลุ้นและติดตามอย่างใจจดใจจ่อ สำหรับความเสี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หรือรู้จักกันในนาม“ฟิสคัล คลิฟ” ซึ่งมีกำหนดเส้นตายว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2556 นี้ ถ้าหากสองพรรคการเมืองใหญ่สหรัฐยังคงไม่สามารถบรรลุผลการเจรจาต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีและแผนการตัดลดงบประมาณระยะยาวได้ทันในสิ้นปีนี้
สิ่งที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากการขึ้นภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการตัดลดงบประมาณและสวัสดิการต่างๆ อย่างรวดเร็วและฉับพลันเพื่อลดภาวะขาดดุลด้านการคลัง จะทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐถูกดูดออกไปถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.3 ล้านล้านบาท) ขณะเดียวกันก็จะฉุดรั้งการขยายตัวเศรษฐกิจลงประมาณ 4% จนมีความเสี่ยงสูงมากที่สหรัฐจะก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า
ส่วนอัตราการว่างงานที่เริ่มจะฟื้นตัวขึ้นในเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ 7.7% ก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะกลับเข้าสู่สภาวะเลวร้ายอีกครั้ง โดยคาดว่าจะเพิ่มสูงถึงระดับที่ 9.1% เนื่องจากบรรดาบริษัทเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะหน้าผาการคลังจะหันมาลดการจ้างงานและชะลอการลงทุนลง
ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความที่สหรัฐเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกและมีสัดส่วนในการทำการค้าและการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับหลายประเทศทั่วโลก จึงทำให้ผลจากการกระทบจากการตกหน้าผาการคลังนั้นจึงกระทบไปทั่วโลกอีกด้วย โดยเฉพาะประเทศต่างๆ ในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“ถ้าสหรัฐเผชิญหน้าผาการคลัง บางประเทศในเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยอาจทำให้จีดีพีหายไปมากถึง 2.2% โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง” คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสแคป) ระบุ
ความน่ากลัวของภาวะการตกหน้าผาการคลังของสหรัฐยังถูกตอกย้ำดีกรีความน่าหวาดผวามากขึ้นไปอีก เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าสหรัฐแทบจะไม่หลงเหลือช่องทางหรือเครื่องมือใดๆ ออกมาใช้กระตุ้นและรองรับผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจจากปัญหาหน้าผาการคลังอีกแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนต่ำลงไปอยู่ที่ 00.25% ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเฟดแทบจะไม่เหลือช่องว่างไว้ลดดอกเบี้ยเพื่อนำมาใช้กระตุ้นและรับมือกับภาวะการหดตัวฉับพลันทางเศรษฐกิจได้เกินกว่านั้นอีก
ขณะที่ไม้ตายซึ่งเป็นทีเด็ดของเฟดอย่างมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ก็ถูกใช้ออกไปแล้วถึง 3 ครั้งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา เฟดก็เพิ่งจะตัดสินใจเพิ่มเงินทุนในการใช้ของโครงการคิวอี 3 เพิ่มอีก 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จนดันยอดรวมไปอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการตอกย้ำชัดว่าเฟดเองก็แทบจะไม่เหลือหนทางและเครื่องมือใดๆ ออกมาจัดการกับปัญหาที่จะมาเผชิญกับเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคตอีกเช่นกัน
ดังนั้น ด้วยสภาวะจนตรอกที่สหรัฐมีแต่จะอับจนหนทางเพื่อใช้รับมือกับปัญหานี้เอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหล่าบรรดาองค์กรชั้นนำและนักวิชาการทางเศรษฐกิจระดับโลก อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะแสดงความห่วงใยพร้อมกับเร่งเร้าให้นักการเมืองสหรัฐเร่งเจรจาแก้ปัญหาร่วมกันให้เร็วที่สุด
ขณะที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ เตือนว่า ถ้าสหรัฐล้มเหลวในการเจรจาแก้ไขหน้าผาการคลัง อาจตัดสินใจปรับลดเครดิตที่ระดับสูงสุด AAA ลง ซึ่งถ้าเป็นจริงจะถือเป็นสถาบันเครดิตชั้นนำแห่งที่ 2 ต่อจากสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ที่ลดระดับความน่าเชื่อถือสูงสุดที่ AAA ของสหรัฐลงเมื่อกลางปี 2554 จากการที่สหรัฐเกือบจะไม่สามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันในช่วงนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่เกิดภาวะหน้าผาการคลังขึ้นจริงๆ แต่ภาวะความชะงักงันที่ไม่ชัดเจนว่าผลการเจรจาเพื่อหลบเลี่ยงหน้าผาการคลังว่าจะออกมาในทิศทางใด และเต็มไปด้วยความยืดเยื้อ ก็ทำให้ประชาชนและบริษัทต่างๆ หันมาชะลอแผนการใช้จ่ายและการลงทุนลงไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจและผลประกอบการในไตรมาส 4 ของปีนี้อย่างแน่นอน เพราะไม่สามารถวางแผนการลงทุนและแผนการจ่ายภาษีที่แน่นอนได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
หนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์รายงานอ้างนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่า การเติบโตของผลประกอบการบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นเอสแอนด์พี 500 ในไตรมาส 4 ปีนี้จะลดลงไปอยู่ที่ 3% จากเดิมที่ 10% ในวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจาก ทอมป์สัน รอยเตอร์ส ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่าได้เริ่มเห็นสัญญาณแห่งความหวาดระแวงและไม่มั่นใจจากผลกระทบหน้าผาการคลังในหมู่ผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเอกชนของสหรัฐแล้ว เพราะมีคำเตือนออกมาว่าการประกาศผลกำไรล่วงหน้าในไตรมาส 4 อาจลดลงจากตัวเลขที่แจ้งมาถึง 3.6% ขณะที่ในระยะยาวลดหลั่นลงมาที่ 2.3 และ 1%
ทั้งนี้ แม้ว่าล่าสุดจะมีกระแสออกมาบ่งชี้ว่า โอกาสที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาตัวแทนฝั่งพรรคเดโมแครต กับ จอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาคองเกรส และหัวหน้าวิปฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันจะมีโอกาสบรรลุผลการแก้ไขเพื่อหลบเลี่ยงหน้าผาการคลังในสิ้นปีนี้ด้วยการออกมาตรการชั่วคราวออกมามากกว่าจะเป็นการบรรลุผลการเจรจาได้เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สหรัฐเลี่ยงพ้นจากภาวะความยากลำบากและความชะงักงันไปได้ รวมถึงความเสี่ยงที่จะถูกลดเครดิตเพิ่มซ้ำอีก
เพราะสหรัฐยังมีปัญหาอีกอย่างที่เหล่านักการเมืองจากพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคต้องกลับมานั่งโต๊ะเจรจาแก้ปัญหากันอีกรอบนั่นคือการปรับเพิ่มและขยายเพดานหนี้ ที่ล่าสุด ทีโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลัง ได้ออกมาเผยว่า ในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ สหรัฐจะมีปริมาณหนี้เพิ่มขึ้นไปถึงระดับที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 16.39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐพอดี ซึ่งนั่นจะทำให้ทั้งสองพรรคต้องกลับมาฟาดฟันกันอีกรอบในต้นปีหน้า
จึงกล่าวได้ว่า ไม่ว่าสหรัฐจะรอดพ้นจากหน้าผาการคลังหรือไม่ ในท้ายที่สุดปัญหาก็ยังคงไม่จบลง
ต้องยอมรับว่าในปีหน้าเป็นปีที่สหรัฐต้องเผชิญความท้าทายปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงไม่น้อย
และเศรษฐกิจโลกก็ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของนักการเมืองสหรัฐอีกครั้ง...







