posttoday
หลุมพลางประชามติกับดักล้อมเพื่อไทย

หลุมพลางประชามติกับดักล้อมเพื่อไทย

27 ธันวาคม 2555

“ปฏิญญาเขาใหญ่” เสื่อมมนต์ขลังทันทีที่ “ปฏิญญานายใหญ่”

“ปฏิญญาเขาใหญ่” เสื่อมมนต์ขลังทันทีที่ “ปฏิญญานายใหญ่”

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ถูกประกาศโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ลั่นผ่านวิดีโอลิงก์หนุนรัฐบาลเดินหน้าจัดทำ “ประชามติ” เปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

ล่าสุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระบุชัด ทางออกเหลือแค่ 2 ทาง หากประชามติไม่ผ่านก็แก้ไขรายมาตรา ยิ่งตอกย้ำว่าทั้งพี่ชายและน้องสาว เมินข้อเสนอลุยโหวตวาระ 3 ตามปฏิญญาของคนเสื้อแดง

แม้ทั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ “นายใหญ่” มั่นใจเหลือล้นว่าคนไทยจะออกมาใช้สิทธิทะลุเป้าเปิดทางสว่างให้รื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ใช่ว่า “สัญญาณเตือน” จากคนเสื้อแดงจะไร้น้ำหนัก เพราะเมื่อกางแผนที่ดูเส้นทางไปสู่ “ประชามติ” แล้ว จากที่รัฐบาลหวังไว้ให้เป็น “ใบเบิกทาง” อาจพลิกล็อกกลายเป็น “ทุ่งสังหาร” ที่ซ่อนหลุมพรางไว้สารพัด

หลุมพรางแรก คือ เกณฑ์การยึดเสียงประชาชนเพื่อให้ได้ข้อยุติ

ย้ำอีกครั้ง ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 กำหนดวิธีการออกเสียงว่าจะได้ “ข้อยุติ” ก็ต่อเมื่อมี “ผู้มาออกเสียง” เป็นจำนวนเสียงข้างมากของ “ผู้มีสิทธิออกเสียง” และมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ “ผู้มาออกเสียง” เห็นชอบ ประชามติจึงจะผ่านไปได้

การประชุมพรรคเพื่อไทยล่าสุดวันที่ 25 ธ.ค. ได้ประเมินตัวเลขของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในปี 2556 สรุปว่า ประเทศไทยมีผู้มีสิทธิร่วม 49 ล้านคน ดังนั้นต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิอย่างต่ำ 24.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องเห็นด้วย 12.4 ล้านคน จึงจะปูทางแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

ไม่ใช่แค่คนเสื้อแดงที่วิตกว่าคนจะออกมาใช้สิทธิไม่ถึง 24.6 ล้านคน แม้แต่ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตบิ๊กไทยรักไทยเองยังออกโรงต้านไม่เห็นด้วยกับประชามติ เพราะหากเสียงไม่ถึงเท่ากับเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามอ้างเสียงประชาชนที่ไม่ลงมติมาสร้างความชอบธรรมให้รัฐธรรมนูญปี 2550 หลังจากนี้อย่าว่าแต่แก้ไขทั้งฉบับ หากจะแก้รายมาตรายังนับว่ายาก

หลุมพรางที่สอง มีการตั้งข้อสังเกตว่าต่อให้รัฐบาลผ่านประชามติได้เสียงเห็นชอบเกินครึ่ง แต่มาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ประชามติที่กำหนดให้ได้ข้อยุติจากเสียงเกินครึ่งของ “ผู้ออกมาใช้สิทธิ” ยังมีเนื้อหาขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ที่กำหนดว่า “...การออกเสียงประชามติอาจจัดให้เป็นการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง”

เนื้อหาที่คลุมเครือระหว่างกฎหมายแม่พ.ร.บ.ลูกนี้เอง คนเสื้อแดงวิตกว่าจะเป็นช่องทางให้ฝ่ายตรงข้ามยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการจัดทำประชามติขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 165 หรือไม่

ถึงกระนั้น 2 หลุมพรางข้างต้นยังเป็นแค่ “กับระเบิด” ที่อยู่ “ปลายทาง” ของประชามติ แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังหลงลืมหลุมใหญ่ “ระหว่างทาง” ที่คนเสื้อแดงโบกธงเตือนตั้งแต่ก่อนประกาศ “ปฏิญญาโบนันซ่า” ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเสี่ยง 5 ข้อที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดงเคยส่งเสียงเตือนไว้มีน้ำหนักที่สุดตรงประเด็นที่ว่า

“...เรื่องที่ถามในประชามติต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลกำลังจะถามว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาร่างหรือไม่ ตามเนื้อหาก็ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 165! โดยตัวมันเองแล้ว”

สำทับด้วย “แดงปีกซ้าย” สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า หากประชามติถามว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ จะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ที่กำหนดชัดเจนว่า “...การจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ...จะกระทำมิได้” อีกทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่รัฐสภาแปรญัตติกัน เพื่อเปิดทางให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นยังไม่ผ่านการโหวตในวาระ 3 ยิ่งเป็นปราการสำคัญป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ฉะนั้นหากรัฐบาลตั้งคำถามให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ด้วยหรือไม่

หากว่าตามมาตรา 291 นั้น ยังขยายความได้อีกว่ามาตรานี้เป็นเพียงมาตราเดียวในหมวด 15 ว่าด้วย “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ตีความได้ว่า หากจะดำเนินการใดก็ตามเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถอาศัยช่องทางตามหมวดนี้เท่านั้น

แต่การให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำประชามติถามว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่นั้น อาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ในหมวด 7 ว่าด้วย “การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน” ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจไปแตะต้องรัฐธรรมนูญ

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข้อวิตกที่แนวร่วมรัฐบาลคาดเดาคำถามประชามติเอาเอง เพราะเมื่อพลิกแฟ้มคำให้สัมภาษณ์ วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติ เคยพูดชัดเจนว่า คำถามในประชามติที่จะถามประชาชน คือ “...เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยให้มี ส.ส.ร.มาดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่”

ประเมินทิศทางลมแล้วคาดการณ์ได้ว่า หลุมพรางบนเส้นทางประชามติขณะนี้ไม่ได้มีเพียงข้อกังวลว่าจำนวนผู้มาออกเสียงจะเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงหรือไม่ แต่มีอีกหลุมใหญ่ไม่แพ้กัน คือ คำถามในประชามติจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ยิ่งกว่านั้น คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลที่มี โภคิน พลกุล เป็นประธาน ได้สรุปรายงานข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ชี้ปัญหาหากมีการทำประชามติ

“...การทำประชามติ ถ้าจะดำเนินการโดย ครม. ซึ่งแม้เป็นความปรารถนาดี แต่ก็จะอธิบายยากว่าหากร่างรัฐธรรมนูญเสนอโดย สส.หรือ สส.ร่วมกับ สว. หรือประชาชน 5 หมื่นคนแล้ว จะสามารถทำประชามติก่อนยกร่างหรือระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาได้อย่างไร เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติกรณีเหล่านี้ไว้ จึงต้องใช้ช่องทางอื่น”

ต้องจับตาว่า หลังจากนี้คณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา จะแก้เกมที่ “เสี่ยงแพ้” นี้อย่างไร จะเปลี่ยนคำถาม แก้กฎหมาย หรือดำเนินการจัดทำประชามติแนวทางใด เพื่อให้สอดคล้องถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นรัฐบาลจะเดินตกหลุมพรางบนเส้นทางที่เป็นผู้ขีดเอง

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว