posttoday
ส.อ.ท.แก้ก่อนเสื่อม

ส.อ.ท.แก้ก่อนเสื่อม

25 ธันวาคม 2555

ไม่สง่างามมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับองค์กรที่เป็นหลักทางภาคเอกชน อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อการประชุมล่าสุดวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังคงตั้งแง่เผชิญหน้ากันมากกว่าที่จะหาทางออกร่วมกัน

ไม่สง่างามมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับองค์กรที่เป็นหลักทางภาคเอกชน อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อการประชุมล่าสุดวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังคงตั้งแง่เผชิญหน้ากันมากกว่าที่จะหาทางออกร่วมกัน

เห็นได้จากทางฝั่งกลุ่มนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ยังคงยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้มีสมาชิก ส.อ.ท.เข้าร่วม 183 คน มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด 348 คน ถือว่าครบองค์ประชุม โดยวาระสำคัญในการพิจารณามี 2 เรื่อง คือ 1.มีมติให้ฟ้องร้องผู้ที่ใช้ตราสัญลักษณ์ของ ส.อ.ท.ไปทำให้เกิดความเสียหาย ถือว่าผิดตาม พ.ร.บ.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2535 โดยจะดำเนินคดีฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา และ 2.มีมติไม่รับรองการประชุม ส.อ.ท.เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ซึ่งระบุให้นายพยุงศักดิ์ ออกจากการเป็นประธาน ส.อ.ท. เพราะเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจะมีการนัดประชุมคณะกรรมการบริหาร (กบ.) ในวันที่ 15 ม.ค. 2556 และประชุมสมาชิก ส.อ.ท.ในวันที่ 28 ม.ค. 2556 ตามปกติ

ขณะที่อีกฝ่าย กลุ่มนายธนิต โสรัตน์ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ในวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า ตามนโยบายที่รัฐบาลหาเสียง จนนำไปสู่การประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.และมีมติปลดนายพยุงศักดิ์ ออกจากประธาน ส.อ.ท. ด้วยเหตุผลประธานไม่ได้ทำหน้าที่สะท้อนความเดือดร้อนของสมาชิกให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือจากผลกระทบขึ้นค่าแรงแบบเฉียบพลัน

ทั้งนี้ ผลการประชุมของกลุ่มนายธนิตในวันเดียวกัน วันที่ 24 ธ.ค. และเวลาเดียวกัน ที่ประชุมมีมติยืนยัน ไม่รับรองการดำเนินงานใดๆ ที่นายพยุงศักดิ์ ดำเนินการไป เพราะถือว่าพ้นจากการเป็นประธาน ส.อ.ท.ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 2555 โดยเฉพาะการรับรองงบประมาณปี 2556 และการเบิกจ่ายเงินจากบัญชีธนาคารในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้ลงนามในเช็คไม่ใช่เหรัญญิก ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ พร้อมยืนยันจำนวนสมาชิกที่เข้าประชุมมี 176 คน จำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งจากสมาชิกทั้งหมด 348 คนเช่นกัน

จากการประชุมของทั้งสองฝ่ายที่ยังออกมาต่างเผชิญหน้ากัน ภายใต้การวิ่งรอกของสมาชิก ซึ่งต่างต้องการเป็นเพื่อนกับทั้งสองฝ่ายวิ่งไปลงชื่อเพื่อให้การประชุมทั้งสองฝ่ายเกินกึ่งหนึ่งครบองค์ประชุมไม่ล่ม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากรรมการส่วนใหญ่ของ ส.อ.ท.ยังต้องการเห็นสองฝ่ายร่วมกัน เพื่อพัฒนาวงการอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ดังนั้น ผู้กุมอำนาจทั้งสองฝ่ายควรลดทิฐิ นั่งลงเจรจาหาทางออกร่วมกัน ก่อนที่ ส.อ.ท.จะไร้พลัง ความน่าเชื่อถือ ร่วงไปเรื่อยๆ จากความขัดแย้งของกรรมการที่เป็นสนิมเกิดแต่เนื้อในตนกัดกินกันเอง เร่งหาทางออกร่วมกัน เพื่อเรียกศรัทธาให้กลับคืนมา ก่อนที่องค์กรแห่งนี้จะเสื่อม

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก