
ฟันธงลุยวาระ 3 ส.ค.ปีหน้าแผนสำรองแก้รายมาตรา
สมศักดิ์ กล่าวว่า การเมืองขณะนี้มีทิศทางไปได้ดี โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษา ใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือนเพื่อทำประชามติและจัดเวทีประชาเสวนาควบคู่ ซึ่งแปลว่าไม่เร่งด่วน ถือเป็นทางออกที่ดี จึงเห็นด้วยกับแนวทางของนายกรัฐมนตรี เพราะไม่เลือกวิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า หรือรวบรัดลงมติวาระ 3 แต่ใช้วิธีฟังเสียงประชาชน ดึงประชาชนมาตัดสิน
สมศักดิ์ กล่าวว่า การเมืองขณะนี้มีทิศทางไปได้ดี โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษา ใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือนเพื่อทำประชามติและจัดเวทีประชาเสวนาควบคู่ ซึ่งแปลว่าไม่เร่งด่วน ถือเป็นทางออกที่ดี จึงเห็นด้วยกับแนวทางของนายกรัฐมนตรี เพราะไม่เลือกวิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า หรือรวบรัดลงมติวาระ 3 แต่ใช้วิธีฟังเสียงประชาชน ดึงประชาชนมาตัดสิน
อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนก็ทราบดีคำชี้แนะของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่คำวินิจฉัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีถนนคอนกรีตให้วิ่ง แต่ไม่วิ่ง จะไปวิ่งถนนลูกรัง คือการไม่ทำประชามติ เพราะถ้าเดินหน้าลงมติวาระ 3 ทันทีก็ไม่จบ จะมีคนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 68 อีก ซึ่งก็ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกรอบ อาจใช้เวลาเป็น 67 เดือน แต่ถ้าลงประชามติตั้งแต่ตอนนี้ ใช้เวลา 5 เดือนก็จบและไม่มีปัญหา นี่คือถนนคอนกรีต แต่ถ้าเลือกไม่ลงประชามติ จะจบช้าและมีปัญหา คือถนนลูกรัง
สมศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่หลายคนห่วงคือเสียงที่จะมาใช้สิทธิจะเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงหรือไม่ หรือให้ได้เกิน 2324 ล้านคน ความเห็นส่วนตัวยอมรับว่ายาก เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมามีคนใช้สิทธิ 70% และในจำนวนนั้นก็มีทั้งชอบและไม่ชอบรัฐบาล คะแนนชอบก็ไม่ถึง 50% ดังนั้น โอกาสทำประชามติจะถึงครึ่งหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ง่าย แต่ต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือกอื่น เนื่องจากวิธีนี้ดีที่สุด
“อย่างเลวร้ายที่สุด ประชาชนมาใช้สิทธิไม่ถึงครึ่ง ประชามติก็ตก แต่ก็สามารถเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราใหม่ได้ หากการเสนอนั้นไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย”
“บ้านเมืองตอนนี้ไม่มีใครให้คำตอบได้ หลายสี เห็นแย้ง ถือธงคนละสีพูดกันอย่างไรไม่มีทางเข้าใจกัน ดังนั้น ทางออกคือให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตอบ ผลออกมาอย่างไรต้องยอมรับ หากไม่ยอมรับเรียกว่าอันธพาลแล้ว แต่หลายคนทักท้วงว่าทำไปเสียเวลาเปล่า”
สมศักดิ์ กล่าวว่า การทำประชามติคาดว่าจะเสร็จในเดือน มิ.ย. 2556 ซึ่งตรงกับช่วงปิดสมัยประชุมสภา ซึ่งจากนี้เป็นหน้าที่ของคณะทำงานเตรียมการเรื่องทำประชามติที่ ครม.ได้ตั้งขึ้น โดยใช้เวลา 1 เดือน เมื่อเสร็จแล้ว ครม.จะประกาศทำประชามติในราชกิจจานุเบกษา รวมเวลาการทำประชามติเป็น 4 เดือน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเจ้าภาพ ซึ่งฟันธงว่ามีคนออกมาค้านแน่นอน ก็บวกเวลาไปอีก 1 เดือน รวมจะใช้เวลาในการทำประชามติทั้งหมด 6 เดือน
“เวลา 6 เดือน มากพอที่จะทำประชาเสวนาควบคู่กันไป ให้ทำอย่างจริงใจ เอาทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว ไหนๆ จะเสียเงิน 2,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจ จะได้เลิกทะเลาะ หากทำเป็นพิธี ไม่จบ ประชาชนไม่เข้าใจ มั่วกันอย่างที่เห็น หากทำอย่างลงลึก ครอบคลุมทุกตารางนิ้ว ทุกอย่างจบ”
ประธานรัฐสภา กล่าวว่า สมัยประชุมสภาต่อไป หากไม่มีปัญหาอะไรแทรกซ้อนเชื่อว่าจะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในวันศุกร์แรกของเดือน ส.ค. หมอดูฟันธง
สมศักดิ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้จะแสดงความเห็นจนขัดแย้งกับคนในพรรคเพื่อไทย และมีพรรคพวกหมั่นไส้ แต่ถ้าพูดแล้วทำให้ชาติบ้านเมืองไม่เสียหาย เช่น คัดค้านการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ก็จำเป็นต้องพูด เพราะไม่ยึดประโยชน์ส่วนตัว แต่มองประเทศเป็นหลัก และหากแนวทางที่ให้ลงประชามติ ทำให้ประเทศเดินลงเหว ประชาชนทั้ง 65 ล้านคน ก็จะเดินลงเหวไปด้วย เช่นเดียวกับตอนนั้น หากยังเดินหน้าลงวาระ 3 จะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้างก็ไม่ทราบ แม้จะตีกินตามน้ำก็ทำได้ แต่ทำแบบนั้นไม่ได้ เท่ากับเป็นการเห็นแก่ตัว จึงออกมาให้ความเห็นแย้ง ยอมรับว่ามีพรรคพวกหมั่นไส้ เรียกได้ว่านอนก่ายหน้าผากก็นับตีนไม่ทั่วแล้ว
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ปรองดองที่ยังคาอยู่ในวาระการประชุมนั้น สมศักดิ์ กล่าวว่า ตอบแทนไม่ได้ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เพราะเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ในฐานะประธานรัฐสภา ทุกอย่างอยู่ที่สมาชิกและพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน ถ้า สส.ทั้งหมดเอาอย่างไร ก็ต้องเอาอย่างนั้น เป็นอื่นไม่ได้ แต่เห็นว่านายกฯ คิดเรื่องร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ไม่ต่างจากทางออกเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชนว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น จะเป็นเสียงข้างมาก ข้างน้อย ต้องยอมรับเสียงประชาชนทั้งประเทศ







