
เล่ห์บริษัทขวางออก กม. คุมนมผง
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
“นมแม่คือคู่แข่งโดยตรงของนมผง” คือวิสัยทัศน์ของประธานบริษัทผู้ผลิตนมผงยักษ์ใหญ่ที่ปราศจากสำนึกรับผิดชอบ
“นมแม่ดีที่สุด” คือชุดความจริง...ที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน
เวทีสัมมนาเรื่อง “การควบคุมกลยุทธ์การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก” ของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ฉายภาพสถานการณ์ นมผงและนมแม่
พรธิดา พัดทอง ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วนๆ ใน 6 เดือนแรก เพียง 5.4% อยู่ในลำดับที่ 104 จาก 108 ของโลก และมีแม่ 95% ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่สำเร็จ เพราะได้รับข้อมูลบิดเบือนจากบริษัทผลิตนมผง
“เขาไม่เคยให้ข้อมูลว่านมผงไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ไม่สามารถผ่านการสเตอริไลซ์ได้จึงยังมีแบคทีเรียอยู่ และไม่เคยให้ข้อมูลว่าการปนเปื้อนในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมา มีการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์นมผงออกจากชั้นวางขายมากกว่า 70 ครั้ง ไม่เคยให้ข้อมูลว่ามีเด็กตายจากการเลี้ยงดูด้วยอาหารทารกที่ไม่ถูกต้อง” พรธิดา ระบุ
นอกจากนี้ บริษัทนมผงมียุทธศาสตร์ที่แยบคายมาก อาทิ นำเอกสารแผ่นพับเกี่ยวกับนมสูตรพิเศษของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ไปวางไว้ที่คลินิกรับฝากครรภ์ และใกล้เคียงกันมีเอกสารแนะนำนมสำหรับทารกซึ่งเป็นของตราสินค้าเดียวกัน
นั่นคือกลยุทธ์สร้างความคุ้นเคยของตราสินค้า ทำให้แม่รู้สึกว่าเมื่อดื่มนมสูตรพิเศษระหว่างตั้งครรภ์แล้วก็จะให้ลูกดื่มนมตราสินค้าเดียวกันนี้ต่อเนื่องไป
พรธิดา ระบุอีกว่า บริษัทนมผงรู้ว่าไม่สามารถเข้าไปทำการตลาดด้วยการให้ของขวัญที่โรงพยาบาลรัฐได้ จึงเปลี่ยนวิธีด้วยการนำของขวัญตัวอย่างนม คูปองส่วนลด ไปรอระหว่างจดทะเบียนเกิด
พรธิดา เล่าว่า โรงพยาบาลทุกแห่งในสหรัฐมีนโยบายเดียวกัน คือนับจากที่แม่คลอดลูกไม่เกิน 1 ชั่วโมง ต้องได้ดูดนมแม่ทันที...นั่นเพราะชั่วโมงแรกคือช่วงที่แม่กับลูกจะมีสายสัมพันธ์กัน ซึ่งจะกระตุ้นให้แม่ผลิตฮอร์โมนและนม ฮอร์โมนเหล่านั้นจะผลิตได้เมื่อแม่ได้สบตาลูก
ทว่า ในประเทศไทยกลับตรงกันข้าม คือเมื่อแม่คลอดลูกแล้วจะถูกโรงพยาบาลจับแยกทันที จากนั้นโรงพยาบาลก็จะชงนมผงให้ลูกดื่มโดยไม่ต้องร้องขอ เป็นเหตุให้การให้นมแม่ล้มเหลวและลูกติดนมผงในที่สุด
ข้อมูลจากการประชุมบริษัทนมผงแห่งหนึ่งมีการประเมินว่า ปี 25512556 ตลาดนมผงทั่วโลกจะเติบโตขึ้น 37% สัดส่วนในเอเชียแปซิฟิกมีถึง 31% ในจำนวนนี้สำหรับไทยมีสัดส่วนถึง 24% กล่าวคือต้องเพิ่มมูลค่าการตลาดจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 300% ส่วนแบ่งการตลาดในไทยคือ 1 ใน 4 ของโลก
ปารีณา ศรีวนิชย์ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้มีการออกกฎหมายควบคุมกลยุทธ์การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก แต่ถูกบริษัทนมผงขัดขวางเพื่อเบี่ยงประเด็น อาทิ พยายามทำให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ปิดกั้นข้อมูลแก่แม่ แม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ด้วยนมแม่ควรมีทางเลือก และได้ดึงกลุ่มแม่ที่เลี้ยงลูกสำเร็จด้วยนมผสมเข้ามาเป็นพวกเพื่อต่อต้าน
“วันนี้กฎหมายในประเทศไทยทำได้เฉพาะควบคุมฉลากห้ามโฆษณาเกินจริง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้บังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากนมผงไม่ใช่วัตถุอันตราย ไม่ใช่เหล้าหรือบุหรี่ ความผิดจึงไม่ชัดเมื่อเปรียบเทียบกัน” ปารีณา ระบุ
ปารีณา กล่าวอีกว่า บริษัทนมผงมีวิธีการทำสื่อเพื่อให้แม่และสังคมเชื่อว่านมผงทัดเทียมนมแม่ และพยายามบิดเบือนด้วยภาษา เช่น การพิมพ์ข้อความนมแม่ดีที่สุดลงไปในฉลากแต่เลือกใช้ขนาดเล็กจนมองไม่เห็น หรือการพิมพ์คำเตือนว่าห้ามใช้เลี้ยงลูกอายุต่ำกว่า 6 เดือน
นั่นหมายความว่าหลังจาก 6 เดือนสามารถใช้ได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้รูปสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความฉลาด เช่น โลมา นกฮูก ซึ่งจะทำให้แม่ค่อยๆ ซึมซับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน







