posttoday
คาถาของ...บัฟเฟตต์ 'เงินสด..เงินสด..เงินสด'

คาถาของ...บัฟเฟตต์ 'เงินสด..เงินสด..เงินสด'

12 ธันวาคม 2555

วอร์เรน บัฟเฟตต์ หนึ่งในมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดคนหนึ่งของโลก อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นคนธรรมดาๆ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ หนึ่งในมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดคนหนึ่งของโลก อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นคนธรรมดาๆ

โดย...วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ หนึ่งในมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดคนหนึ่งของโลก อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นคนธรรมดาๆ ที่พลิกผันชีวิตของตนด้วยการลงทุนและการซื้อกิจการ จนกลายไปเป็นบุคคลที่มั่งคั่งติดอันดับโลก

บัฟเฟตต์ เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ “การถือเงินสด” เป็นอย่างยิ่ง โดยสังเกตได้จากปริมาณเงินสดที่บริษัทของบัฟเฟตต์ที่ชื่อ เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ ถืออยู่ ซึ่งพบว่างบดุลของเบิร์กเชียร์เมื่อสิ้นไตรมาส 2 ปี 2555 มีเงินสดอยู่ 4.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณของประเทศไทยทั้งประเทศ) ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากทีเดียว

แล้วทำไม บัฟเฟตต์ จึงต้องถือเงินสดมากมายถึงเพียงนี้ ผมพอมีคำตอบที่อยากจะเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านดังนี้ครับ

หนึ่ง เงินสด สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่...แย่มาก แต่อาจให้โอกาสการลงทุนที่...ดีมาก

ในเวลานี้อัตราผลตอบแทนของการฝากเงินในสถาบันการเงินของกลุ่มประเทศยูโรโซน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ต่างให้อัตราผลตอบแทนเกือบจะเป็นศูนย์ ดังนั้นการถือครองเงินสดโดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยนั้น ในระยะยาวคงจะให้ผลตอบแทนที่...แทบจะไม่ได้อะไรเลย

คาถาของ...บัฟเฟตต์ 'เงินสด..เงินสด..เงินสด'

 

ในช่วงเหตุการณ์ล่มสลายของบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจชั้นนำของโลกเมื่อเดือน ก.ย. 2551 บัฟเฟตต์ได้ออกมาพูดถึงกลยุทธ์การลงทุนของเขาว่า “การลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินสดอย่างมากในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่การถือเงินสดของนักลงทุนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็อาจสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพวกเขาโยกเงินสดกลับไปลงทุนในเวลาที่เหมาะสม” ประโยคดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า บัฟเฟตต์พร้อมที่จะ “ใช้เงินสดทันที เมื่อโอกาสมาถึง”

สอง เปลี่ยนจาก ‘การถือ...เงินสด’ เป็น ‘กลยุทธ์การลงทุนด้วย...เงินสด’

ตามที่รู้กันว่า บัฟเฟตต์ไม่ได้ถือเงินสดเพราะว่าเขาต้องการผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แต่บัฟเฟตต์ถือว่าการถือเงินสดเป็นกลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่ง เขามักจะเฝ้ารอเวลาที่ “ตลาดหุ้นถล่ม” ด้วยความอดทนอย่างสูง จากนั้นจึงนำเงินสดที่บริษัทตนถือครองเข้าไปกวาดซื้อของถูกๆ ที่อยู่เต็มไปหมดทั่วตลาดหุ้น

อลิซ โชรเดอร์ (Alice Schroeder) ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “The Snowball : Warren Buffett and the Business of Life.” ได้พูดถึงกลยุทธ์ดังกล่าวของบัฟเฟตต์ไว้ว่า “เขามองการถือเงินสดต่างจากนักลงทุนทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันได้เรียนรู้จากบัฟเฟตต์ก็คือ โอกาสของการถือเงินสด เขาจะมองว่าการถือเงินสดก็คืออนุพันธ์ประเภทหนึ่งที่ไม่มีวันหมดอายุ และสามารถเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ได้ทุกชนิดได้อย่างรวดเร็ว”

สาม ต้อง ‘ถือเงินสด’ มากขนาดไหน?

หากดูงบดุลของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ ย้อนหลังไปซัก 3 ปี คือปี 2552, 2553 และ 2554 จะพบว่า เงินสดต่อการลงทุนระยะยาวมีอัตราส่วนดังนี้ 30.5:126.3, 38.2:177.4 และ 37.2:125.1 (หน่วยเป็นพันล้านเหรียญสหรัฐ) สรุปง่ายๆ ก็คือ จำนวนเงินสดต่อการลงทุนระยะยาวจะมีค่าประมาณ 1923%

แสดงให้เห็นว่า บัฟเฟตต์พร้อมที่จะนำ “เงินสด” ที่เตรียมไว้เข้าไปลงทุนอยู่ตลอดเวลา และเมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจขึ้น เมื่อนั้นตลาดหุ้นและอีกหลายตลาดก็จะต้องพบกับมรสุมทางเศรษฐกิจอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เวลานั้นก็จะเป็นโอกาสของบัฟเฟตต์ที่จะเข้าไปซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ดีๆ เข้ามานั่นเอง

จากข้อมูลที่ได้จากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่า บริษัท เบิร์กเชียร์ ของบัฟเฟตต์ในสิ้นไตรมาส 2 ของปีนี้ 2555 มีเงินสดรวมกันทั้งสิ้นสูงถึง 4.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 7.7% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งแสดงว่าบัฟเฟตต์กำลังเก็บสะสมกระสุนเงินสดอีกครั้งหนึ่งแล้ว

สี่ เงินสดคือ สินทรัพย์ที่ ‘ปลอดภัยที่สุด’

ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551 พบว่า นักลงทุนทั่วโลกพากันหนีตายออกจากตลาดหุ้น โดยการเปลี่ยนสินทรัพย์ของตนให้กลายไปเป็น “เงินสด” ทั้งๆ ที่พวกเขาก็รู้ว่าการถือเงินสดโดยการฝากไว้ในสถาบันการเงินจะให้ผลตอบแทนเกือบเท่ากับ “ศูนย์” นอกจากนั้นหากนำอัตราเงินเฟ้อเข้ามาคำนวณด้วยแล้ว ผลตอบแทนที่ได้ก็คงออกมา “ติดลบ” อย่างแน่นอน

นอกจากนั้น ยังพบว่าบรรดากองทุนต่างๆ ที่ได้ขายหน่วยลงทุนออกมาอย่างมากมายก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่หน่วยลงทุนเหล่านี้มักจะมีราคาพาร์หรือราคาต้นทุนต่อหุ้นอยู่ที่ 1 เหรียญสหรัฐ และบรรดาผู้จัดการกองทุนก็มักจะภาคภูมิใจในหน่วยลงทุนของตนและออกมาพูดอวดว่า หุ้นของตนไม่มีทางที่ราคาจะต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐอย่างแน่นอน

ในที่สุดหุ้นของกองทุนเหล่านี้ก็หลีกหนีชะตากรรมไปไม่พ้น โดยพบว่าราคาหุ้นของกองทุนเหล่านี้ตกลงอย่างไม่มีหูรูดจนราคาลงไปต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น เนื่องจากภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก และการขาดทุนจากการที่เลห์แมนล้มละลาย

ภายหลังพบว่า ระหว่างปี 25502554 มีกองทุนที่ต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินสูงถึง 21 กองทุน เพราะหากไม่ได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว ก็จะเกิดผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่ และอาจเกิดวิกฤตสภาพคล่องแพร่ระบาดไปทั่วโลกได้

“เงินสด” จึงมีความสำคัญต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก ทำให้นึกถึงคำพูดของ แดนนี บอยล์ (Danny Boyle) ผู้กำกับชาวอังกฤษ ซึ่งกำกับภาพยนตร์ที่โด่งดังไปทั่วโลกเรื่อง “Slumdog Millionaire” เขาได้พูดถึงเงินสดไว้ว่า “There’s lots of things that can be solved with cash.” แปลตามความได้ว่า “มันมีปัญหาตั้งมากมายที่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยเงินสด”

ดังนั้น เราจึงควรที่จะเก็บเงินสดไว้บ้าง เพราะ “เงินสด” สามารถแก้ไขปัญหาได้เกือบทุกปัญหานะครับ

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก