
อภิสิทธิ์ไม่เจรจาเสื้อแดงหากแกนนำขนม็อบกดดัน
นายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์พิเศษไม่เจรจาแดงหากแกนนำพาม็อบกดดัน ยันข้อเรียกร้องต้องใช้กระบวนการทางการเมืองแก้ไข
นายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์พิเศษไม่เจรจาแดงหากแกนนำพาม็อบกดดัน ยันข้อเรียกร้องต้องใช้กระบวนการทางการเมืองแก้ไข
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์พิเศษเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 มี.ค. โดยระบุว่า การเจรจาภายใต้การกดดัน เป็นปัญหาที่จะรักษาหลักของระบอบประชาธิปไตยในอนาคต อยากบอกผ่านผู้ประสานงานไปยังแกนนำว่า หากจะพูดคุย ต้องชุมนุมไม่มีลักษณะข่มขู่ คุกคาม หรือกดดัน
วันนี้ช่วงสาย ที่ผู้ชุมนุมประกาศว่า จะส่งผู้แทนมายังกรมทหารราบที่ 11 เพื่อเข้าพบตน โดยนำผู้ชุมนุมมากมายมาอยู่ด้านหน้าราบ 11 ซึ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าตึงเครียด จึงเป็นไปไม่ได้ที่เกิดการเจรจา และคงไม่อยู่เจรจา แต่ยืนยันเปิดช่องทางการพูดคุยเพื่อกลับไปสู่เงื่อนไข ที่ไม่ข่มขู่ คุกคาม หรือ กดดัน แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การปฏิเสธที่จะหาทางออก แต่เป็นการสร้างแนวทางที่ดีในการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และนำไปสู่ความสงบสุข
"ไม่มีใครอยากเจรจาภายใต้ลักษณะซึ่งบรรยากาศรายล้อม ฝ่ายหนึ่งบอกมีกองเชียร์เป็นหมื่น เป็นแสน อีกฝ่ายมีเจ้าหน้าที่รักษาที่มั่น มีทหาร มีอาวุธ ไม่ใช่บรรยากาศที่ทำให้เกิดความสงบสุขได้ เมื่อแสดงเจตนาที่จะพูดคุย เรามาทำบรรยากาศพูดคุยเหมาะสมให้เกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง ซึ่งจะผ่านกระบวนการยุบสภาหรือไม่ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่พูดคุยบนโต๊ะได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีลักษณะคู่ขนาน คือ การชุมนุมเคลื่อนไหวการเมืองตามปกติ ขณะเดียวกันก็มีการก่อเหตุการความวุ่นวายเกิดขึ้น มีการขว้างระเบิด ยิงระเบิด ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ สถานการณ์เหล่านี้เป็นตัวทำให้รัฐบาลมีหลักยึดที่สำคัญ หลักที่ว่าคือเราจะดำเนินการเพื่อให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้การประชุมครม. ประชุมสภา ต้องเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันเมื่อใดก็ตาม หากหตุการณ์ชุมนุมสุ่มเสี่ยงต่อการปะทะ เผชิญหน้า การให้เจ้าหน้าที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาชน รัฐบาลกำหนดแนวทางชัดเจนว่า จะต้องหลักเลี่ยงไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดความรู้สึกผู้ชุมนุมซึ่งอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ทหารอยู่ในพื้นที่การชุมนุมทำให้อึดอัด ศอ.รส.เห็นว่า เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดใน 7-8 จุดที่ว่าซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ เราก็ปรับแผน สลับพื้นที่ สลับกำลัง เพื่อให้บุคลากร กองทัพ ตำรวจ สามารถปฏิบัติภารกิจดูแลสงบในพื้นที่ต่างๆ ไม่ให้เผชิญหน้าหรือปะทะ ซึ่งสุดท้ายคลี่คลาย
แต่เมื่อถึงจุดผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ถอนกำลังที่ทำเนียบรัฐบาล จุดนี้มีความแตกต่าง เพราะกรณีนี้ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะแต่เป็นสถานที่ราชการ เราจำเป็นยืนยันให้ทหารตำรวจดูแลไม่ให้เกิดการบุกรุก สุดท้ายสามารถปฏิบัติตามเป้าหมายและภารกิจได้
เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติภารกิจเพื่อรัฐบาล ดูแลสงบเรียบร้อบปลอดภัยชุมนุม เดินหน้าใช้อำนาจผฝ่ายบริหารนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าบุคลากรเหล่านี้ไม่ต้องฝักใฝ่การเมือง ขอให้ปฏิบัภารกิจหลักหน่วยงาน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกัน เมื่อผุ้ชุมนุมประกาศให้ ผม และ รองสุเทพ เป็นศัตรู หรือเป็นปฏิปักษ์ แต่ผมยืนยันไม่ถือเอาผู้ชุมนุมเป็นปฏิปักษ์ ตรงกันข้ามปัญหาการชุมนุมที่เป็นข้อเรียกร้องทางการเมือง ยืนยันมาตลอดว่าใช้กระบวนการการเมืองแก้ไขได้ แต่เหตุการณ์ชัดเจนขึ้นที่พรรคฝ่ายค้านและผู้ชุมนุมเคลื่อไหวเป็นกลุ่มเดียวกันแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายช่องทางแก้ไขทางรัฐสภาคงมีความยากลำบากมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา และข้อเรียกร้องทางการเมืองให้ยุบสภายิ่งมีความผิดเพี้ยน จำเป็นต้องพูดคุยมากยิ่งขึ้น มากกว่ายื่นคำขาดหรือเงื่อนไข
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ยินดีพูดคุยและไม่ปฏิสธแม้แต่ข้อเรียกร้องการยุบสภา และความจริงมีหลายกลุ่มพยายามเป็นตัวกลางเชื่อมเพื่อให้เกิดการพูดคุยระหว่างรัฐบาลและผู้ ชุมนุม แม้แต่วินาทีนี้ก็ยังไม่เลิกกระบวนการ สิ่งที่บอกกล่าวไปคือ หากจะมีการพูดคุยยุบสภา ไม่ขัดข้อง ต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศการเคลื่อนไหวหรือชุมนุมไม่ใช่เป็นลักษณะ ข่มขู่ คุกคาม หรือกดดัน
"สมัยเป็นฝ่ายค้าน ผู้ชุมนุมที่ตอนนี้เป็นพรรคการเมือง กดดันรัฐบาลลาออก ผมพูดเองลาออกคงยากที่จะให้นายกฯพิจารณาที่ตัดสินใจภายใต้การกดดัน วันนี้เช่นกัน หากผู้ชุมนุมคำนึกประชาธิปไตยระยะยาว รัฐบาลที่มาตามกระบวนการประชาธิปไตย รธน. สภา ผมยืนยันว่ารัฐบาลนี้มาตามกระบวนการเหล่านี้ เช่นเดียวกับหลายรัฐบาลทั่วโลก ที่บางครั้งเป็นรัฐบาลผสม ตามเสียงข้างมาก ไม่จำเป็นต้องพรรคคะแนนอันดับ 1 ด้วยซ้ำ ก็เป็นกติกาที่ต้องยอมรับ" นายกรัฐมนตรี







