
กรีซ : ประชานิยม...แห่งความชิบหาย (จบ)
ตอนที่แล้วผมได้คุยถึงบรรดามาตรการประชานิยมแบบสุดโต่งที่รัฐบาลกรีซประเคนให้แก่ประชาชนจนเสพติดกันไปทั้งประเทศ จากนั้นมาความจริงก็ปรากฏ รัฐบาลกรีซ “ถังแตก” และต้องบากหน้าไปขอยืมเงินจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ เงินกู้จำนวนมหาศาลก็ต้องแลกกับ “มาตรการรัดเข็มขัด” ที่แสนสาหัส วันนี้ผมจะขอเล่าต่ออีก 2 ข้อที่เหลือนะครับ
ตอนที่แล้วผมได้คุยถึงบรรดามาตรการประชานิยมแบบสุดโต่งที่รัฐบาลกรีซประเคนให้แก่ประชาชนจนเสพติดกันไปทั้งประเทศ จากนั้นมาความจริงก็ปรากฏ รัฐบาลกรีซ “ถังแตก” และต้องบากหน้าไปขอยืมเงินจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ เงินกู้จำนวนมหาศาลก็ต้องแลกกับ “มาตรการรัดเข็มขัด” ที่แสนสาหัส วันนี้ผมจะขอเล่าต่ออีก 2 ข้อที่เหลือนะครับ
nสาม ถ้ากูอดตาย มึงก็ต้องอดตายด้วยเหมือนกัน
เศรษฐกิจของกรีซโดดเด่นอยู่ด้วยกัน 3 ด้าน คือ การท่องเที่ยว การเดินเรือ และอุตสาหกรรมการผลิต การเดินเรือ และโรงงานผลิตสินค้า ที่ผ่านมามักจะถูกบริษัทอื่นจากต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการไป
ดังนั้น หัวใจของเศรษฐกิจกรีซจึงไปอยู่ที่ “การท่องเที่ยว” เท่านั้น แต่ด้วยมาตรการรัดเข็มขัดที่รุนแรง ก็ทำให้คนกรีซออกมาประท้วงทั่วกรุงเอเธนส์ นักท่องเที่ยวไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ก็ปิด นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชายหาด พนักงานเรือก็ประท้วง นักท่องเที่ยวจะกลับบ้าน เจ้าหน้าที่สนามบินก็สไตรก์ กลับบ้านไม่ได้!!
ปัจจุบันพบว่าบริษัทสายการบินหลายแห่งพากันปิดตัวไปแล้ว เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลง เมื่อบริษัทสายการบินต่างๆ ค่อยๆ ปิดตัวลงทีละบริษัท ทีละบริษัท เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจของกรีซก็ค่อยๆ ถูกตัดขาดไปทีละเส้น ทีละเส้นด้วยเช่นกัน
แม้ว่าจะมีบรรดาคนงานในร้านค้า โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะพากันออกมาประท้วงให้รัฐบาลจัดการกับการประท้วงรายวันที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพื่อพวกเขาจะได้กลับไปให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ได้ขายของให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้อง “อดตาย” แต่บรรดาผู้ประท้วงเหล่านี้ตกงาน ถูกตัดเงินเดือน ถูกตัดสวัสดิการ และกำลังจะอดตายด้วยเหมือนกัน อาจคิดอยู่ในใจว่า “ถ้ากูอดตาย พวกเอ็งที่หากินกับนักท่องเที่ยวก็ต้องอดตายด้วยเหมือนกัน”
nสี่ เมื่อ ‘ความฉิบหาย’ ได้คืบคลานเข้าไปใน ‘บ้าน’ แล้ว
วันที่ 16 ก.ค.ที่เพิ่งจะผ่านมา ในหมู่เกาะครีต (The Island of Crete) ของกรีซ พบร่างชายคนหนึ่งผูกคอตายในบ้านของเขา โดยพบว่าเขาฆ่าตัวตายเพราะกิจการของเขาล้มละลายและไม่มีเงินซื้ออาหาร แต่ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือ หลังจากนั้นลูกชายของเขาก็ใช้วิธีการเดียวกัน นั่นคือการผูกคอตาย ฆ่าตัวตายตามพ่อของเขาไปด้วย
ในเดือน ส.ค. ชายอายุ 31 ปี ฆ่าตัวตายโดยการยิงตัวตายในบ้านของเขาเอง วันที่ 6 ของเดือนเดียวกัน อดีตนักฟุตบอลวัย 60 ปี เผาตัวเองตายเพื่อประท้วงรัฐบาล แต่ที่น่าเศร้าใจมากที่สุดคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 ส.ค. เมื่อหนุ่มน้อยอายุเพียง 15 ปี ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ ด้วยเหตุผลง่ายๆ และเป็นเหตุผลเดียวกับคนหลายคนที่ฆ่าตัวตายมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ “ไม่มีเงินกินข้าว”
เหตุการณ์การฆ่าตัวตายในกรีซที่โด่งดังไปทั่วประเทศและสร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนชาวกรีซ ก็คือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลา 09.00 น. ชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ใจกลางจัตุรัสซินแทกมา (Syntagma Square) ในย่านการค้าของนครเอเธนส์ เขาได้เอาปืนจ่อขมับตนเอง ค่อยๆ เหนี่ยวไก และยิงตัวเองตายในที่สุด
ภายหลังจึงทราบว่าเขาชื่อ ดิมิทริส คริสโทวลอส เขาเป็นเภสัชกรวัย 77 ปี และมีลูกสาวที่ชื่อ เอมมา คริสโทวลอส เอมมาได้เล่าให้ฟังถึงพ่อของเธอว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้เดินขบวนต่อต้านรัฐบาลภายใต้สโลแกนที่ว่า “เราไม่จ่าย” เขาจะเรียกร้องสิทธิของคนกรีซที่ไม่ควรจะตกเป็น “เหยื่อ” ซึ่งมาจากหนี้สาธารณะที่รัฐบาลแต่ละชุดในอดีตร่วมกันกู้กันมาอย่างวินาศสันตะโร จนทำให้ประเทศชาติต้องมีหนี้สาธารณะอย่างท่วมท้น
ภายหลังพ่อของเอมมาก็พบว่า ตัวเขาเองไม่มีทางหลีกหนีชะตากรรมของการ “ไม่มีเงินกินข้าว” โดยไม่มีทางออก เขาจึงตัดสินใจชิงฆ่าตัวตายไปก่อนเพื่อนๆ ชาวกรีซของเขา
เอมมา เล่าให้ฟังว่า “วันนั้นเวลา 08.31 น. ฉันได้รับข้อความที่ส่งมาจากโทรศัพท์มือถือของพ่อว่า ทุกอย่างมันจบสิ้นแล้ว ฉันจึงรีบโทรกลับไป แต่โทรศัพท์ของพ่อก็ปิดไปเสียแล้ว”
หลังจากนั้นไม่นานก็มีรายงานข่าวว่า มีคนฆ่าตัวตายที่กลางจัตุรัสซินแทกมา เอมมา เล่าต่อว่า “ทีแรกก็ได้อ่านข้อความ จากนั้นก็ได้ยินรายงานข่าว มันต้องเป็นพ่อฉันแน่ๆ เลย”
เอมมา กล่าวถึงจดหมายลาตายของพ่อของเธอที่เขียนไว้ว่า “รัฐบาลได้ทำลายล้างหนทางแห่งการอยู่รอดของชีวิตผมไปโดยสิ้นเชิง ผมได้จ่ายเงินประกันสังคมให้แก่รัฐบาลเป็นเวลานานถึง 35 ปี แต่มันก็ได้มลายหายไปจนหมดสิ้นโดยการกระทำของรัฐบาล ผมยังมีเกียรติในตนเองเพียงพอที่จะไม่ไปคุ้ยหาเศษอาหารตามกองขยะ ผมจึงเลือกที่จะจบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผมไว้ที่ตรงนี้”
และนั่นคือ ประชานิยมแห่ง “ความฉิบหาย” ของประเทศกรีซ และเพื่อเป็นการระลึกถึงดิมิทริส บุรุษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ที่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
จึงขอกล่าวถึงประโยคหนึ่งที่เขียนไว้ในจดหมายลาตายของเขาที่ว่า “I believe that young people with no future will one day take up arms and hang the traitors of this country on Syntagma Square.” แปลตามความได้ว่า “ผมเชื่อว่า วันหนึ่งจะมีบรรดาหนุ่มสาวที่ไม่มีอนาคต พวกเขาจะลุกขึ้นมาจับอาวุธและจับพวกทรราชเหล่านี้ขึ้นมาแขวนคอที่จัตุรัสซินแทกมา (สถานที่เดียวกับที่ผมยิงตัวตาย)”







