
มติซักฟอกผ่านสวยแต่มีแผลเป็น
ต่อให้ฝ่ายค้านทำคลิปประกอบเสียงเพลงสร้างความดึงดูดผู้ชมกว่าทุกครั้ง
ต่อให้ฝ่ายค้านทำคลิปประกอบเสียงเพลงสร้างความดึงดูดผู้ชมกว่าทุกครั้ง
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
หรือต่อให้มีความพยายามงัดสำเนาหลักฐานชี้ให้เห็นถึงการทุจริตคอร์รัปชันเชื่อมโยงรัฐมนตรีไปถึงนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คงไม่ได้ส่งผลให้การโหวตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ถึงขั้นต้องพลิกล็อกฟ้าถล่มดินทลาย
คาดการณ์ตั้งแต่ยังไม่ทันจบอภิปราย ถึงที่สุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย ต้องได้รับการลงมติผ่านฉลุย มอบความไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป
ด้วยจำนวน สส.รัฐบาล 300 กว่าเสียงมั่นคงเหนียวแน่น โดยมีผู้บังคับบัญชาจากอาคารโอเอไอมานั่งกำกับเช็กชื่อด้วยตัวเองถึงอาคารรัฐสภาอีกที แถมอาจมีรายการขอโหนขบวนรถไฟจากภูมิใจไทยแปรพักตร์เข้ามาเพิ่มเสียงสนับสนุน ย่อมทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไม่ต้องลุ้นเหนื่อย
แต่ใช่ว่าจำนวนเสียงไว้วางใจถล่มทลายจะเป็นเครื่องหมายการันตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ขาวสะอาด สามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย เพราะถ้าพิจารณาเนื้อหาการอภิปรายตลอดสามวันที่ผ่านมา หมัดน็อกส่งผ่านจากประชาธิปัตย์ ทั้งรุนแรง หนัก เจ็บ เปิดรอยแผลแตกติดตัวนายกฯ เช่นกัน
ดังจะเห็นได้จากการอภิปรายความล้มเหลวโครงการรับจำนำข้าวพบการทุจริตอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงพ่อค้านายทุนก้าวข้ามไปถึงนักการเมืองระดับชาติ การจับได้ไล่ทันกรณีโกงค่าความชื้น เกษตรกรชาวนาได้รับเงินไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท ภาพของการขนข้าวจากเขมรสวมสิทธิข้าวไทย ล้วนตรงข้ามคำชี้แจงจากรัฐบาลไม่พบความเสียหาย ไม่มีการทุจริต หนำซ้ำยังมีการยอมรับจากทั้งผู้เกี่ยวข้องอย่างกรณี ร.ต.อ.เฉลิม รองนายกรัฐมนตรี ขอให้ฝ่ายค้านส่งข้อมูลมาจะรับไปดำเนินการตรวจสอบ
หนักสุดกับข้อมูลเสียว เมื่อฝ่ายค้านนวดรัฐบาลด้วยข้อมูลงุบงิบทำเอ็มโอยูขายข้าว 3 แสนตัน ระหว่าง สยามอินดิก้า กับบูล็อก อินโดนีเซีย ขยายภาพสยามอินดิก้าเชื่อมโยงกับบริษัท เพรซิเด้นอะกริเทรดดิ้ง สร้างความเสียหายในอดีต ตอกอีกดอกกรณีขายข้าวจีทูจีกับรัฐบาลจีนเชื่อมโยง “เสี่ยเปี๋ยง” เจ้าของบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริตจำนำข้าวสมัยปี 2546–2547 แต่เหนืออื่นใดการจัดลำดับขั้นตอนแจกแจงสายสัมพันธ์ทั้งหมด ฝ่ายค้านต้องการชี้ให้เห็นกระบวนการเช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้รัฐบาลพยายามปกปิดไม่เปิดเผยสัญญาการซื้อข้าวจีทูจีกับประเทศจีน
ถึงจะไม่มีลายเซ็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ลงนาม แม้จะไม่มีความชัดเจนยิ่งลักษณ์ไปอยู่ร่วมขบวนการบริษัทผี แต่ตลอดระยะเวลาการอภิปรายฝ่ายค้านเดินตามแผนที่ซักซ้อมล่วงหน้า ต้องตอกย้ำให้เห็นว่า “ปัญหาความล้มเหลวโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ความอึมครึมสับสนส่อทุจริต นายกฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว เพราะนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)”
แรงกดดันหนัก จึงต้องทำให้ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ขอใช้สิทธิอภิปรายคั่นเวลาตะลุมบอนนายกฯ ด้วยการแจกแจงข้อมูลใหม่ฝ่ายค้าน โดยทิ้งท้ายหักล้าง “แม้นายกฯ เป็นประธาน กขช. แต่ผมได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้มาเป็นประธาน เพราะฉะนั้นผมขอรับผิดชอบ”
กล่าวได้ว่า บุญทรงต้องการเป็นหน่วยกล้าตาย สร้างแนวกันชนช่วยยิ่งลักษณ์ออกจากวงทุจริต
แม้ทีมงานรัฐบาลกำหนดเกมให้ยิ่งลักษณ์ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่อาจใช้ได้กับศึกซักฟอกครั้งนี้
ยิ่งญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นมาตรการตรวจสอบที่รุนแรงที่สุดในระบบนิติบัญญัติ ผู้นำฝ่ายบริหารย้ำมาตลอดเคารพกติกาประชาธิปไตยทุกอย่างต้องมาว่ากันในสภา อีกทั้งเป็นครั้งแรกในชีวิตยิ่งลักษณ์ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น ทุกฝ่ายทั้งในและนอกสภาย่อมจับตามองต่อศักยภาพในตัวผู้นำ
ยิ่งมอบหมายให้รัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม หรือบุญทรงแจกแจงแทน โดยยิ่งลักษณ์เพียงขึ้นชี้แจงผลงานความสำเร็จนโยบายจำนำข้าวเท่านั้น ก็มิได้ทำให้ความอึมครึมสงสัยคลี่คลายไปได้ โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ร่วมด้วยช่วยกันส่อทุจริตจะติดตัวรัฐบาลยิ่งลักษณ์
นอกจากนี้ ประชาธิปัตย์วางระเบิดเวลา ด้วยการยื่นดาบงามๆ ผ่านประธานวุฒิสภาไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ถอดถอนนายกฯ และอีกสองรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล และ พล.ต.ท.ชัจจ์ ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน นับเป็นแผนการแหลมคมเหลือเกิน
กล่าวเฉพาะข้อหานายกฯ ยิ่งลักษณ์ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย ผ่านมติ ครม. เมินเฉยต่อข้อเสนอ ป.ป.ช. ที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยราคากลางจัดซื้อจัดจ้าง จึงเท่ากับเป็นการโยนเผือกร้อนส่งให้ ป.ป.ช. สะสางคู่กรณีโดยตรง โดยไม่ต้องเรียกพยานหลักฐานจำนวนมาก จากนี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ถูกดึงเข้าสู่การตรวจสอบจากองค์กรอิสระ ท่ามกลางบริหารประเทศไปก็ต้องลุ้นไป
มิพักกล่าวถึงปมปัญหาคาใจจากกรณีการอภิปรายรัฐบาลเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นกรณีไม่ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ กระทบการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปในแบบสองมาตรฐาน เช่นเดียวกับอภิปรายคืนพาสปอร์ตให้กับอดีตนายกฯ พ. ต.ท.ทักษิณ แน่นอนฝ่ายค้านเชื่อมโยงไปถึงผู้นำประเทศต้องรับรู้ ถ้าฝ่ายนโยบายไม่เปิดไฟเขียวส่วนราชการเกี่ยวข้องจะทำได้อย่างไร ถือเป็นการตอกย้ำความทรงจำให้กับฝ่ายเห็นต่างรัฐบาลหยิบเป็นประเด็นเคลื่อนไหวต่อ ในจังหวะที่สถานการณ์เผชิญหน้าเพิ่งพักรบกันไปไม่นาน
ปฏิบัติการยิ่งลักษณ์ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวกลางสภา ไม่ตอบประเด็นร้อน ปิดปากไม่รู้ไม่เห็นใครสัมพันธ์ใครร่วมกระทำการส่อทุจริตกันบ้าง ย่อมทำให้เกิดการสะสมความคลุมเครือสร้างเงื่อนไขให้มวลชนนอกสภาไปขยายผลกลิ่นทุจริตในรัฐบาล ถึงจะผ่านศึกซักฟอกด้วยจำนวนเสียงสวยงามแต่มีรอยแผลเป็นติดตัว
ตราบใดยังซุกขยะไว้ใต้พรม เน้นเงียบเข้าไว้ไม่ทำความกระจ่าง ไม่เร่งปรับปรุงแก้ไข เหมือนทองไม่รู้ร้อน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการบริหารบ้านเมืองจากนี้ไป







