
'คำรณวิทย์'คุมม็อบฝ่าแนวกั้นเจอแก๊สน้ำตาทันที
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เปิดเผยแนวทางปฏิบัติของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เปิดเผยแนวทางปฏิบัติของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)
ในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) วันที่ 24 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าจะมีผู้ชุมนุม 5 หมื่นคนขึ้นไป มีสิ่งบ่งชี้ที่อาจต่อเนื่องไป 2-3 วัน คือมีการสั่งให้ผู้ชุมนุมเอาเสื้อผ้า อาหาร เสื้อกันฝน น้ำส้มสายชู และเงินติดตัว มีการพูดถึงสถานการณ์หากมีการขว้างระเบิดหรือวิ่งเข้าไปในสถานที่สำคัญ เช่น วัดเบญฯ สวนป่า จึงมีความจำเป็นจะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ศ. 2551 แต่เป็นการใช้กฎหมายเพื่อป้องกันมากกว่าปราบปราม
ด้าน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า แผนการปฏิบัติครั้งนี้จะไม่ใช้แผนกรกฎ 52 เนื่องจากอยู่ในระหว่างปรับปรุง แต่จะเป็นคำสั่ง 1/2555 ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตอนเตรียมการ เช่น ด้านการข่าว ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เตรียมหน่วยเฉพาะกิจ ส่งกำลังบำรุง จัดพื้นที่ควบคุมและสอบสวนในกรณีที่เหตุการณ์บานปลาย 2.ขั้นตอนเผชิญเหตุ ให้ตำรวจยึดถือแนวทางรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 63 นอกจากนี้ยังมีตำรวจท้องที่ดูแลสถานที่ต่างๆ และบุคคล โดยมีศูนย์สั่งการให้ทุกระดับมีการชี้แจงแกนนำ ต่อรองให้คลี่คลาย
3.ในกรณีที่มีบุคคลไม่หวังดีก่อเหตุ จะมีการใช้กำลังคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งจะมีการแจ้งเตือน เจรจากับผู้ชุมนุม หากต่อรองไม่เป็นผลให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ในฐานะ ผอ.และ ผบ.กำลัง ใช้กำลังเข้าแก้ไข และขั้นตอนที่ 4.ฟื้นฟูหลังการชุมนุม ตำรวจต้องสอบสวนรวบรวมหลักฐาน มีการเยียวยา ทำรายงานหลังปฏิบัติและดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริง
“แผนกรกฎทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าเมื่อเกิดเหตุต้องปฏิบัติตามลำดับจาก 1 ไปก่อนเป็นขั้นบันได จริงๆ ตามหลักสากลแล้วต้องใช้ตามสถานการณ์ ไม่เป็นข้อๆ เจ้าหน้าที่ควบคุมจะไม่ยืนติดกับฝูงชน จะมีการเว้นระยะห่าง หากมีการขยับผลักดันให้ใช้โล่ดันรักษาระยะไว้แล้วกลับมา หากยังดื้อดึงก็ให้ใช้แก๊สน้ำตา ที่ผ่านมาผู้ฝ่าฝืนทำลายสิ่งกีดขวาง ตำรวจทำได้แต่ยืนดู ไม่สามารถรักษาสถานที่ราชการได้ แต่คราวนี้หากมวลชนมารื้อแบริเออร์ก็จะใช้แก๊สน้ำตาได้เลย จะเป็นการใช้แบบสม่ำเสมอ ไม่ใช่เป็นขั้นตอนสุดท้าย” พล.ต.อ.วรพงษ์ กล่าว
ขณะที่ พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต รอง ผบช.น. ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การปฏิบัติงานครั้งนี้ใช้กำลังตำรวจ 112 กองร้อย แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือ 1.พื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด เช่น พระราชวัง โรงพยาบาลศิริราช ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา เป็นต้น 2.พื้นที่เฝ้าระวังรอบนอกของกลุ่มผู้ชุมนุม และ 3.พื้นที่ควบคุมซึ่งมีการชุมนุม
ทั้งนี้ โครงสร้างการทำงานของ ศอ.รส. มี 1.พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นผู้อำนวยการ 2.พล.ต.อ.วรพงษ์ เป็นรองผู้อำนวยการ
3.พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ผบช.น. ทำหน้าที่ควบคุมการใช้กำลัง 4.พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น. ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาจราจร 5.พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ ชี้แจงการปฏิบัติในรายละเอียดการจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และ 6.มนัสวี ศรีโสดาพล อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่ชี้แจงทูตานุทูตเกี่ยวกับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
ขณะเดียวกัน ศอ.รส.ยังออกประกาศ ฉบับที่ 1/2555 ระบุว่า ห้ามบุคคลเข้าหรือออกจากบริเวณพื้นที่และอาคารทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา รวมถึงถนน ดังต่อไปนี้
1.ถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่สะพานมัฆวานฯ ถึงแยกสวนมิสกวัน 2.ถนนลูกหลวง ตั้งแต่สะพานวิศุกรรมนฤมานถึงสะพานเทวกรรมฯ 3.ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกวังแดงถึงแยกพาณิชย์
4.ถนนนครปฐม ตั้งแต่สะพานอรทัยถึงแยกวัดเบญจมบพิตรฯ 5.ถนนพระราม 5 ตั้งแต่แยกพาณิชย์ถึงถนนลูกหลวง 6.ถนนลิขิต
7.ถนนราชวิถี ตั้งแต่แยกการเรือนถึงแยกราชวิถี 8.ถนนพิชัย ตั้งแต่แยกขัตติยานีถึงถนนราชวิถี และ 9.ถนนอู่ทองในถึงลานพระราชวังดุสิต (ด้านหลังพระบรมรูปทรงม้า)
ส่วนฉบับที่ 2/2555 ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ คือ 1.ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมตามเส้นทางที่กำหนดในคำสั่งที่ 1/2555 2.ห้ามใช้รถจักรยานยนต์กระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ 3.ห้ามใช้รถบรรทุกเชื้อเพลิงหรือนำเชื้อเพลิงเข้าในพื้นที่ห้าม และ 4.ห้ามไม่ให้จอดรถทุกชนิดกีดขวางการจราจร
และฉบับที่ 3/2555 เรื่องห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน คือ 1.ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถานโดยเด็ดขาด และ 2.ห้ามนำสิ่งที่ไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ แต่เจตนาจะใช้ประทุษร้ายต่อร่างกายถึงสาหัส
ขณะที่จุดตรวจค้นอาวุธ หรือ ว.43 12 จุด ประกอบด้วย 1.แยกพิชัย 2.แยกสุโขทัย 3.อุภัย 4.แยกสวรรคโลก 5.แยกนางเลิ้ง 6.แยกสะพานขาว 7.แยก จปร. 8.แยกประชาเกษม 9.แยกสี่เสาเทเวศร์ 10.แยกอู่ทองนอก 11.แยกซังฮี้ 12.แยกสวนรื่นฤดี







