
ขอชีวิตผิดระบอบ
...จำลอง บุญสอง
"ผู้ร้องขอชีวิต
” “พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา” ตายแล้ว ตายโดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้เข้าใจเลยว่าการสละชีวิตของตนไปเพื่อ “ประชาชน” หรือเพื่อ “ผู้ปกครอง” “ผู้ร่ำคนรวยในกรุงฯ” (กี่ตระกูล) กันแน่ด้วยความรู้สึกของคนที่กำลังจะเดินทางไปสู่ความตาย พี่สมเพียรจำต้อง
“อาบน้ำตา” มา“ขอชีวิต” กับกลไกของ “ระบอบเผด็จการ” โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่าระบอบเผด็จการให้ชีวิตที่ดีๆ ได้ ก็เฉพาะเส้นสาย พวกพ้องของผู้ปกครอง ชนิด“ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร”แม้การฟ้องประชาชนผ่านสื่อจะไม่ได้ผลยามมีชีวิต แต่หยาดน้ำตาที่ค้างจอ ก็มีฤทธิ์พอที่จะทำให้
“การเมือง” ของเผด็จการเสียหายอย่างยับเยิน จึงต้องกลบเกลื่อนและพลิกเกมด้วยการปูนบำเน็จ (อยู่ก็ใช้กาย ตายก็ใช้ศพ) บวกกับการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนไปพร้อมๆ กับทำท่าขึงขังว่าจะหาคนผิดมาลงโทษให้ได้ แต่ผลจะเป็นอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่? นี่ถ้าการตายของพี่เพียรไม่ทำให้เขาเสียการเมือง เขาก็ไม่ตาเหลือก เขารู้ดีว่าขืนช้าไปการปกครองเขาพังแน่“
ระบอบ” ที่ไม่ให้ความเสมอภาคแก่มนุษย์ต่างชนชั้น ต่างศาสนาและวัฒนธรรม ย่อมนำสงครามประชาชนมาให้เสมอ สงครามสามจังหวัดใต้ แม้จะมีต้นทางมาก่อนยุค “รัฐชาติ” ก็ตาม แต่สาเหตุหลักมาจากระบอบเผด็จการระบบรัฐสภาในระยะ 77 ปีนี้เองสงครามทำให้เกิด
“ผู้กระทำ” กับ “ผู้ถูกกระทำ” ฉันใด “ผู้ฆ่า” ก็ย่อมเป็น “ผู้ถูกฆ่า” ไปด้วยฉันนั้น แต่ทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าไม่เคยรู้ว่า ทุกศพ ต่างเป็น “เหยื่อสด” ของระบอบ ด้วยกันพี่สมเพียรไม่ใช่
“คนสุดท้าย” ที่ต้องตะเกียกตะกายร้องขอชีวิตและความเป็นธรรมต่อระบอบนี้ แต่ยังมี “สมเพียร” อีกมากมายในกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน ฯลฯ“สมเพียร” ที่เป็นชาวไร่ ชาวนา คนเร่ร่อน คนบ้า โสเภณี ที่สำคัญก็คือ “กรรมกร”การ
“ร้องขอชีวิต” และ “ความเป็นธรรม” ต่อ “ระบอบเผด็จการ” ไม่มีทางนำมาซึ่ง “ชีวิตที่เป็นสุข” ได้ มีแต่ “ระบอบประชาธิปไตยแท้” (ที่ไม่ใช่แค่การยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้งใหม่) ตามที่ “นักประชาธิปไตยทารก” (นักรัฐธรรมนูญนิยม) เรียกร้องเท่านั้น จึงจะนำมาซึ่ง “ชีวิต” “เสรีภาพ” และ “ความเสมอภาค” ที่เป็นจริงในทางปฏิบัติการต่อสู้แย่งอำนาจและผลประโยชน์ของ
“ชนชั้นปกครองเหลือง” กับ “ชนชั้นผู้ปกครองแดง” ช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนได้เห็นขดไส้ของคู่เผด็จการได้อย่างยอดเยี่ยม จนเป็น “นาฬิกาปลุกทางการเมือง” ที่ทำให้ประชาชนได้ตื่นขึ้นจาก “มนต์ดำ” ของ “นักวิชาการทารก” และ“นักการเมืองขี้ฉ้อ” ที่หลอกประชาชนว่า “การเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ไม่เลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย” มาเป็น “อำนาจอธิปไตย“ ต้อง “เป็นของ” ปวงชน ในวันนี้การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของเผด็จการใกล้อวสานแล้ว ระบอบชั่วที่ยืนยงมาถึง 77 ปี
“ล่มลงแล้วโดยพื้นฐาน” ประชาชนตระหนักรู้มากขึ้นว่า ถึงจะมีรัฐธรรมนูญกันอีกกี่ร้อยฉบับ ยุบสภากันอีกกี่ล้านครั้ง การปกครองแห่งชาติก็ ยัง “เป็นของ” ผู้มั่งคั่งผู้ทรงอิทธิพลและอำนาจมืด 10% ที่อยู่บนยอดพีระมิดของสังคมเสมอปัญหาชาติไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล แต่เกิดจากอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นต่างๆ ในสังคมไม่สมดุลต่างหาก การมุ่งแต่จัดการกับ
“คน” ด้วยคิดว่า “คน” คือปัญหา นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังจะเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นอีกด้วย ดูสงครามกับคอมมิวนิสต์ในยุคซิกตีก็ได้ ดูสามจังหวัดภาคใต้ก็ได้ ท่านผู้อ่านเห็นไหมว่า “เจ้าของอำนาจอธิปไตยเหลือง” ใช้มาตรการมวลชนเดินขบวนขับไล่ ใช้มาตรการทหารยึดอำนาจ ใช้มาตรการตุลาการภิวัฒน์ยุบพรรค ยึดเงิน แต่แทนที่ปัญหาต่างๆ จะหายไป กลับกลายเป็นว่าคู่ต่อสู้กลับมีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ พื้นที่การต่อสู้ที่เคยอยู่ในชนบทมาจ่อคอหอยถึงในเมืองหลวง นี่แหละคือผลลัพธ์ของพวกมิจฉาทิฐิที่มองว่า “คน” คือปัญหา ไม่มองว่า “ระบอบ” เป็นปัญหาปล. 1.คำถามเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่ท่านนายกเทศมนตรียะลาสงสัย ผมขออนุญาตตอบให้ด้วยข้อเขียนชิ้นนี้นะครับ ถ้าสงสัยก็โทร.มาคุยกัน
2.สำหรับผู้ที่อยากใช้อาวุธกับม็อบในสถานการณ์ปฏิวัติ (Revolution) กระแสสูงของชาติที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ ผมแนะนำว่าให้โทร.ไปถามพวก
“เหงียนเกากี” ดูก่อนว่า วิธีแพ็กกระเป๋าอย่างเร็วๆ เพื่อหนีไปอยู่ต่างประเทศนั้นทำอย่างไร?3.สำหรับ
“แดงสามเกลอ” และผู้นำการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกประเภท ขอให้ไปอ่านคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลก ของ นิติภูมิ นวรัตน์ ฉบับอาทิตย์ก่อน เรื่อง “ลัทธิฉวยโอกาส” ดู ถ้าไม่จุใจก็ให้ไปอ่านเรื่อง “ขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติ” ของคุณวันชัย พรหมภา ในเรดนิวส์ฉบับนี้ ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็เมลมาที่ [email protected] ได้นะครับ ว่างแล้วจะส่งให้






