
ฟื้นโครงการสูบน้ำโขงแก้ภัยแล้วอีสาน
สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่อแววส่งผลกระทบ หนักหน่วงมากขึ้น นอกจากพื้นที่ 15 จังหวัดที่มีการประกาศภัยพิบัติแล้งไปแล้ว ล่าสุด ประสพ พรหมมา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เปิดเผยว่า จะยุติการทำฝนหลวง เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และการเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ตอบสนองต่อการทำปฏิกิริยาของสารเคมี จะเริ่มปฏิบัติการได้อีกครั้งในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2556
สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่อแววส่งผลกระทบ หนักหน่วงมากขึ้น นอกจากพื้นที่ 15 จังหวัดที่มีการประกาศภัยพิบัติแล้งไปแล้ว ล่าสุด ประสพ พรหมมา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เปิดเผยว่า จะยุติการทำฝนหลวง เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และการเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ตอบสนองต่อการทำปฏิกิริยาของสารเคมี จะเริ่มปฏิบัติการได้อีกครั้งในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2556
ยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสวันบิดาฝนหลวง ณ ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก หากมีความชื้นเหมาะสมก็จะให้เครื่องบินทำฝนหลวงทัน
อย่างไรก็ตาม หลายหน่วยงานก็ต่างหามาตรการบรรเทาปัญหาภัยแล้งเพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่น่าสนใจ คือ โครงการสูบน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำลำคลองในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผดุงเกียรติ สีตะวัน ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ในช่วงเดือน พ.ค. 2556 จะเริ่มโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงโดยการสูบน้ำส่งขึ้นคลองส่งน้ำสายหลัก โดยจะเริ่มดำเนินการในระยะเวลา 7 เดือน คือ ตั้งช่วงเดือน พ.ค.พ.ย.ปีหน้า โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาความเหมาะสมและรายงานวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมในระดับลุ่มน้ำโขง ชี มูล
“การสูบน้ำจะส่งผ่านคลองส่งน้ำสายรองและระบบกระจายน้ำไปยังสระกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดให้แต่ละครัวเรือนขุดบ่อพักน้ำขนาด 9,000 ลูกบาศก์เมตรต่อพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งบรรเทาภัยแล้งในภาคอีสานได้อย่างยั่งยืน”
ด้าน นิทัศน์ ภู่วัฒนกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ทุกหน่วยงานด้านการจัดการน้ำได้เร่งสำรวจแหล่งน้ำเพื่อรับมือกับภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งได้เร่งสำรวจแหล่งน้ำจากแม่น้ำคูคลอง เพื่อติดตั้งระบบสูบน้ำผันเข้าสู่ลำธารและแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลได้จัดเตรียมไว้ ส่วนพื้นที่ซึ่งไม่มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติได้ประสานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อเร่งสำรวจและขุดเจาะบ่อน้ำอย่างเร่งด่วน
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมวางแผนช่วยเหลือภัยแล้งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และในเรื่องนี้ทาง ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทส. ก็ได้สั่งการให้เร่งสำรวจแหล่งน้ำธรรมชาติ และร่วมกันวางแผนที่จะสูบน้ำมาเพิ่มเติมให้กับชุมชนต่างๆ ได้เก็บไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากหลายพื้นที่อาจจะเหลือน้ำจ่ายให้ประชาชนใช้อุปโภคบริโภคได้ไม่ทั่วถึง”
ขณะที่สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่นับว่าทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนอุบลรัตน์มีเพียง 43.84% ของความจุอ่าง แต่สามารถใช้น้ำได้เพียง 26% เท่านั้น ขณะที่อ่างเก็บน้ำ 14 แห่งของจังหวัดมีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย นอกจากจะนำน้ำเข้าไปแจกจ่ายในพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว ยังจัดสรรงบประมาณขุดบ่อ ลอกท่อ
การแก้ปัญหาภัยแล้งยังคงต้องใช้งบประมาณมหาศาล เมื่อวันที่ 14 พ.ย. บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ฝายถาวรและฝายกึ่งถาวร 2,200 แห่ง ในพื้นที่ 6 ลุ่มน้ำภาคเหนือ มีฝายชำรุด 10% ส่วนฝายถาวรจำนวน 6-10 แห่ง ชำรุดไปประมาณ 17% โดยฝายที่ชำรุดไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ บางส่วนเสียหายมีการยุบตัว
ทั้งนี้ ฝายดังกล่าวสร้างขึ้นในโครงการฟื้นฟูการอนุรักษ์ป่าและดิน การทำฝายกึ่งถาวรและถาวรเพื่อกักเก็บน้ำรวมทั้งฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ถูกทำลาย ในโครงการของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ดำเนินการในพื้นที่ 6 ลุ่มน้ำทางภาคเหนือตั้งแต่ก่อนฤดูฝนที่ผ่านมา งบประมาณ 143 ล้านบาท โดยเป็นการว่าจ้างบริษัทเอกชนให้เข้ามาดำเนินการตามรูปแบบที่กรมป่าไม้กำหนด โดยมีสัญญารับประกัน 1 ปี ขณะที่สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ประเมิน ว่าฝายถาวรควรใช้งานได้ 10 ปีขึ้นไป
“ไม่อยากให้มองว่าการก่อสร้างผิดสเปกหรือไม่ได้มาตรฐาน เพราะจำนวนที่ชำรุดไม่มาก” บุญชอบ กล่าว
ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธาน มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า แนวคิดของรัฐที่ว่า การสร้างฝายจะให้ความชุ่มชื้นกับป่าเป็นแนวคิดที่ควรยกเลิกไป เพราะไม่ใช่ป่าทุกประเภทเหมาะกับการสร้างฝาย หน่วยงานรัฐพยายามผลักดันการสร้างฝายเพื่อตอบสนองกลุ่มการเมือง โดยไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าการก่อสร้างมีมาตรฐานหรือไม่







