posttoday
14 ตุลาคม 2499 (2)

14 ตุลาคม 2499 (2)

13 พฤศจิกายน 2555

เช่นเดียวกับ มหาตมะ คานธี ที่มีศูนย์บัญชาการสำคัญของขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชอยู่ที่นครบอมเบย์ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิม คือ มุมไบ อันเป็นชื่อเทวีองค์หนึ่งของอินเดีย ดร.อัมเบดการ์ ก็มีศูนย์กลางการทำงานเพื่อเอกราชของอินเดียและเพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวจัณฑาลอยู่ที่มุมไบ แต่เมื่อจะทำพิธีเปลี่ยนศาสนาครั้งใหญ่ที่สุดของโลก ดร.อัมเบดการ์ เลือกไปทำพิธีที่เมืองนาคปุระ ซึ่งเป็นนครใหญ่เป็นอันดับ 3 ของรัฐมหาราษฎร์ รองจากมุมไบและปูเน แต่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของอินเดียตอน กลาง และเป็น “เมืองหลวงในฤดูหนาว” ซึ่งถือเป็น “เมืองหลวงแห่งที่สอง” ของรัฐมหาราษฎร์ ปัจจุบันนาคปุระถือเป็นจุดศูนย์กลางของสาธารณรัฐอินเดีย เป็นจุดที่ตั้งของหลักไมล์หมายเลขศูนย์ของประเทศ ที่สำคัญยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การชาตินิยมฮินดู ซึ่งสถาปนาขึ้นหลังจากเกิดจลาจลระหว่างฮินดูกับมุสลิมเมื่อ พ.ศ. 2466 อุดมการณ์ขององค์การนี้คือการต่อสู้เพื่อสถาปนา “รัฐชาติฮินดู” ขึ้น

เช่นเดียวกับ มหาตมะ คานธี ที่มีศูนย์บัญชาการสำคัญของขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชอยู่ที่นครบอมเบย์ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิม คือ มุมไบ อันเป็นชื่อเทวีองค์หนึ่งของอินเดีย ดร.อัมเบดการ์ ก็มีศูนย์กลางการทำงานเพื่อเอกราชของอินเดียและเพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวจัณฑาลอยู่ที่มุมไบ แต่เมื่อจะทำพิธีเปลี่ยนศาสนาครั้งใหญ่ที่สุดของโลก ดร.อัมเบดการ์ เลือกไปทำพิธีที่เมืองนาคปุระ ซึ่งเป็นนครใหญ่เป็นอันดับ 3 ของรัฐมหาราษฎร์ รองจากมุมไบและปูเน แต่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 1 ของอินเดียตอน กลาง และเป็น “เมืองหลวงในฤดูหนาว” ซึ่งถือเป็น “เมืองหลวงแห่งที่สอง” ของรัฐมหาราษฎร์ ปัจจุบันนาคปุระถือเป็นจุดศูนย์กลางของสาธารณรัฐอินเดีย เป็นจุดที่ตั้งของหลักไมล์หมายเลขศูนย์ของประเทศ ที่สำคัญยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การชาตินิยมฮินดู ซึ่งสถาปนาขึ้นหลังจากเกิดจลาจลระหว่างฮินดูกับมุสลิมเมื่อ พ.ศ. 2466 อุดมการณ์ขององค์การนี้คือการต่อสู้เพื่อสถาปนา “รัฐชาติฮินดู” ขึ้น

การเลือกนาคปุระเป็นที่ประกอบพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะครั้งใหญ่ของ ดร.อัมเบดการ์ จึงมีนัยสำคัญทั้งในแง่การท้าทายชาวฮินดูในถิ่นของชาวฮินดู และเป็นบททดสอบสำคัญถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอินเดียที่กำหนดชัดเจนให้สาธารณรัฐอินเดียเป็น “รัฐฆราวาส” นั่นคือเป็นประเทศที่เปิดกว้างสำหรับทุกศาสนา ลัทธิ หรือความเชื่อ

ในฐานะของ “รัฐฆราวาส” จึงเป็นหน้าที่ของรัฐและผู้นับถือศาสนาใดๆ ก็ตาม จะต้องมีขันติธรรม คือ ความอดทนต่อศาสนาอื่นทุกศาสนา และจะต้องมีอหิงสธรรม คือ ไม่เบียดเบียนทำร้ายศาสนิกของศาสนาอื่น

การประกอบพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะของ ดร.อัมเบดการ์ มีลักษณะทั้งท้าทายและทดสอบต่อชาวฮินดูอย่างชัดเจน เพราะได้ประกาศทั้งในส่วนของการละทิ้งศาสนาฮินดู และในส่วนของการปฏิญาณตนเข้าเป็นพุทธศาสนิกไปพร้อมกัน มิใช่การประกาศรับไตรสรณคมน์เท่านั้น

ผู้เขียนเคยเข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เมื่อครั้งเป็นนักเรียนมัธยม พิธีการครั้งนั้นไม่มีลักษณะ “ท้าทาย” ผู้ใดเลย แม้บิดาจะนับถือลัทธิขงจื๊อ ก็ไม่บังคับให้ลูกๆ ปฏิเสธพุทธศาสนา ในขณะที่แม่เป็นชาวพุทธ และเพื่อนนักเรียนแทบทั้งโรงเรียนรวมทั้งครูก็ล้วนเป็นพุทธ

แต่ในพิธีของ ดร.อัมเบดการ์ คำปฏิญาณมีถึง 22 ข้อ โดยเริ่มด้วย 4 ข้อแรกที่ประกาศปฏิเสธความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าของฮินดูองค์สำคัญทั้งหมด และถ้อยคำที่ประกาศก็ค่อนข้างแข็งกร้าว ดังนี้ ข้อ 1 “ข้าจักไม่ถือว่าพระพรหม พระวิษณุ และพระอิศวร เป็นพระเจ้า และจักไม่บูชาบุคคลเหล่านี้” ข้อ 2 “ข้าจักไม่ถือว่าพระราม และพระกฤษณะเป็นพระเจ้า และจักไม่บูชาบุคคลเหล่านี้” ข้อ 3 “ข้าจักไม่เชื่อในพระคเณศวร์และเทพหรือเทพีอื่นของฮินดู และจักไม่บูชาบุคคลเหล่านี้” ข้อ 4 “ข้าไม่เชื่อในการอวตารของพระเจ้า” นอกจากนี้ยังมีอีกหลายข้อที่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์กับฮินดู เช่น ข้อ 5 “ข้าเชื่อว่าที่กล่าวว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระวิษณุนั้นเป็นเท็จ และกระทำไปด้วยความประสงค์ร้าย” ข้อ 8 “ข้าจะไม่ทำพิธีใดๆ ที่กระทำโดยพราหมณ์” ข้อ 19 “ข้าขอขาดจากศาสนาฮินดูซึ่งเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของข้าในฐานะมนุษย์ และซึ่งปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างไม่เท่าเทียมกัน และข้าขอน้อมรับธรรมะของพระพุทธเจ้า” และข้อ 21 “ข้าเชื่อว่าข้ากำลังจะเกิดใหม่แล้ว”

ข้ออื่นๆ เป็นการประกาศรับพระพุทธศาสนา เริ่มจากข้อ 9 “ข้าเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเท่ากัน” ข้อ 10 “ข้าจักเพียรพยายามสร้างความเสมอภาค” ข้อ 11 “ข้าจักปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดของพระพุทธเจ้า” ข้อ 1317 คือการสมาทานศีลห้า ข้อ 18 “ข้าจักดำเนินชีวิตตามหลักแห่งพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระพุทธศาสนา” ข้อ 20 “ข้าเชื่อว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นพระสัทธรรม” และข้อ 22 “ข้าขอปฏิญาณว่าจะปฏิบัติตามหลักและคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”

จะเห็นว่าในส่วนที่สองนั้น คือการสรรเสริญในหลักความเท่าเทียมกันในพระพุทธศาสนา และการปฏิญาณตนเป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัด แต่ในส่วนแรกมีลักษณะเป็นการปฏิเสธและเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาฮินดูโดยตรง และการปฏิญาณเป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัดนั้นหมายความว่า จะไม่ประกอบพิธีหรือแสดงความเคารพเชื่อถือในเทพของฮินดู เช่น พระพรหม พระคเณศวร์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันคนไทยที่นับถือพุทธแทบทั้งหมด นับถือทั้งพราหมณ์และผีด้วย ชาวพุทธไทยโดยทั่วไปจึงไม่ปฏิเสธการมีศาลพระภูมิ รวมทั้งพิธีบวงสรวงต่างๆ โดยพราหมณ์

การประกาศปฏิเสธและเป็นปฏิปักษ์ต่อฮินดู ณ ดินแดนที่เป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งของฮินดู ในแง่หนึ่งคือความกล้าหาญ แต่ในอีกแง่หนึ่งเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดการต่อต้านและนำไปสู่ความรุนแรง

น่าชื่นชมในขันติธรรมและอหิงสธรรมของชาวฮินดู ตลอดจนความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอินเดีย ที่ยึดถือแนวทางและหลักการอันถูกต้อง นั่นคือกำหนดให้อินเดียเป็น “รัฐฆราวาส” และไม่ประกาศให้ฮินดู “เป็นศาสนาประจำชาติ” ทำให้พิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะครั้งนั้นดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย งดงาม

ไม่แต่ความงดงามของเหตุการณ์ครั้งนั้น แม้จะมีปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาปะทุขึ้นเป็นครั้งคราว แต่โดยภาพรวมแล้วนับว่าอินเดียสามารถสร้างสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกต่างศาสนามาได้ด้วยดี เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีภาพอันงดงามเกิดขึ้นในอินเดีย นั่นคือ ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นฮินดู กลับมีผู้นำประเทศนับถือศาสนาอื่น ได้แก่ มีประธานาธิบดีเป็นอิสลาม คือ อับดุล คาลาม นายกรัฐมนตรีเป็นซิกข์ คือ มันโมฮัน ซิงห์และหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดเป็นคริสเตียน คือ โซเนีย คานธี

ผู้ที่ต้องการผลักดันให้รัฐธรรมนูญไทยบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พึงศึกษาจากอินเดีย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ