posttoday
"โอบามา" บุก 3 ชาติอาเซียน ภารกิจแสดงตัวตน "ข้ายังอยู่ที่นี่!"

"โอบามา" บุก 3 ชาติอาเซียน ภารกิจแสดงตัวตน "ข้ายังอยู่ที่นี่!"

12 พฤศจิกายน 2555

เพียง 10 วันหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งในบ้าน และสามารถรักษาเก้าอี้ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐไว้ได้อีก 1 สมัย บารัก โอบามา

โดย...ธนพล ไชยภาษี

เพียง 10 วันหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งในบ้าน และสามารถรักษาเก้าอี้ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐไว้ได้อีก 1 สมัย บารัก โอบามา ก็เตรียมเดินทางออกเยือน 3 ประเทศสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที

วันที่ 17 พ.ย. เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน จะแวะลงจอดที่ไทยแลนด์เป็นจุดหมายแรก ก่อนจะเหินฟ้าต่อไปยังกรุงพนมเปญของกัมพูชาในวันที่ 18 พ.ย. และวันรุ่งขึ้นก็จะเยือนพม่าเป็นเวลา 2 วัน โอบามาจะพบกับทั้ง ประธานาธิบดีเต็งเส่ง และอองซานซูจี สส.ฝ่ายค้าน และผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยคนสำคัญ

แน่นอนว่า การเดินทางเยือน 3 ประเทศอาเซียนในครั้งนี้ ได้ถูกร่างกำหนดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว นั่นหมายความว่า โอบามาและรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้อยู่ต่อในทำเนียบขาวหรือไม่ ได้ร่างตารางภารกิจสำคัญอยู่แล้ว

เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของภูมิภาคนี้ที่สหรัฐจะไม่ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา เหมือนในสมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช

การเดินทางมายังประเทศไทยในครั้งนี้ แน่นอนว่า จะเป็นการเยือนมิตรเก่าแก่ที่สุดประเทศหนึ่งของสหรัฐในภูมิภาคนี้ อีกทั้งความสำคัญของไทยนั้นกำลังเพิ่มขึ้นในฐานะความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนที่เป็นจุดรองรับการขยายอิทธิพลจากจีนที่แผ่ลงมายังภูมิภาคอาเซียน เห็นได้ชัดจากโครงการเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงของจีน ที่ไทยถูกมองเอาไว้เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายรางรถไฟที่น่าจับตายิ่ง ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน นับวันก็ยิ่งแน่นแฟ้นกันมากขึ้นทั้งทางด้านการทูต เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ของคนทั้งสองชาติ

 

ดังนั้น การยืนยันในจุดยืนของสหรัฐต่อไทยนั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นบารัก โอบามา หรือประธานาธิบดีคนไหนๆ ก็ตาม จะต้องพึงกระทำอย่างไม่ต้องให้เหตุผลมากนัก

วันที่ 18 พ.ย. โอบามาจะเดินทางต่อไปยังกรุงพนมเปญ แห่งกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) อันประกอบไปด้วยชาติสมาชิกประชาคมความร่วมมือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ชาติ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐ และรัสเซีย

เวทีนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีผลงานอะไรเป็นตัวเป็นตนจับต้องได้นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขึ้นมาในปี 2002 แต่ทว่าก็ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีความร่วมมือที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตลอดไปจนถึงออสเตรเลีย ที่สหรัฐจะมองข้ามเสียมิได้เลย

ดังนั้น การแสดงตัวตนและเข้าร่วมการประชุมอีเอเอส ในครั้งนี้ของบารัก โอบามา จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้นำสหรัฐจะใช้แสดงถึงจุดยืนของสหรัฐต่อการมีส่วนร่วมในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเบื้องหน้าคือความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ หรือจะเป็นเหตุผลแอบแฝงของการสกัดอิทธิพลจีนก็ตาม

วันที่ 19 พ.ย. บารัก โอบามา จะเหินฟ้าไปยังนครย่างกุ้งของพม่า ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่ยังอยู่ในตำแหน่งคนแรกที่เหยียบถิ่นอิรวดี ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก และแน่นอนว่าการเหยียบถิ่นพม่าในครั้งนี้ของโอบามา จะมีความหมายในหลายมิติที่จะต้องจับตา

พม่าจะเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่สุด สำหรับเครื่องแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมกับท่านประธานาธิบดีสหรัฐสำหรับทริปนี้

เหตุผลแรก ก็คือ พม่า คือ “จุดชูธง” แห่งประชาธิปไตยจุดล่าสุดของโลก ในฐานะที่สหรัฐมีภาระหน้าที่สำคัญคือการส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลก การปฏิรูปทางการเมืองสู่ประชาธิปไตยในพม่าที่ดำเนินมาระยะหนึ่งกว่าขวบปีแล้วนั้น ในด้านหนึ่งจึงถือว่าเป็นความก้าวหน้าของการผลักดันประชาธิปไตยที่สำคัญของสหรัฐไปด้วยเช่นกัน

ดังนั้น พม่าจึงได้กลายเป็น “ข้ออ้าง” ล่าสุดของสหรัฐที่จะขอรับทำหน้าที่ส่งเสริมและเผยแผ่ประชาธิปไตยต่อไป โดยที่สหรัฐจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกหนีเสียมิได้ (แม้ว่าพม่าหรือประเทศนั้นๆ จะไม่ต้องการก็ตาม)

และยิ่งเมื่อมีเรื่องของภูมิศาสตร์ที่ตั้งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว พม่าอยู่ใกล้ทั้งจีนและอินเดีย เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันออกและตะวันตก พม่าจึงยิ่งกลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐถึงกับจะต้องมาเยือนด้วยตัวเอง หลังจากปล่อยให้รัฐมนตรีต่างประเทศมากรุยทางล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

จากที่ตั้งที่เป็นทางออกทางทะเลทางตอนใต้ของจีน พม่าถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในด้านภูมิศาสตร์การเมืองและความมั่นคงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

ขณะเดียวกันแม้ว่าท่าทีของสหรัฐภายใต้การปกครองของโอบามาที่มีต่อจีนในตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมานั้น แม้ว่าจะไม่ได้มีความก้าวร้าวเท่าใดนัก แต่สหรัฐก็ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้เอาไว้ ด้วยการปิดล้อมจีนไว้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

ดังเช่นการเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างบางชาติสมาชิกอาเซียนกับจีน ซึ่งสหรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวมากเกินไปจนทำให้อุณหภูมิระอุขึ้นอย่างไม่จำเป็น หนำซ้ำข้อพิพาทดังกล่าวยังส่อขยายกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างจีน และสหรัฐแทนด้วยซ้ำไป

แน่นอนว่า แม้ว่าข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องการปิดล้อมจีนของสหรัฐนั้น จะไม่ได้รับการยอมรับจากสหรัฐอย่างชัดถ้อยชัดคำนัก แต่ทว่าหากพิจารณาถึง “พฤติกรรม” ของสหรัฐที่ผ่านมา จะเห็นว่าสหรัฐพยายามได้ปิดล้อมจีนไว้แทบทุกประตู ไล่มาตั้งแต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเรื่อยมายังภูมิภาคอาเซียน มีที่ตั้งของกองทัพสหรัฐอยู่หลายจุด

"โอบามา" บุก 3 ชาติอาเซียน ภารกิจแสดงตัวตน "ข้ายังอยู่ที่นี่!"

 

 

และพม่า ก็ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในพม่า จึงถือเป็นโอกาสที่เหมาะเจาะที่สหรัฐจะฉกฉวยเข้าไปแสดงตัวตนในพม่าเป็นการปิดล้อมจีนจากเส้นทางออกทะเลในทิศใต้อีกด้านหนึ่ง

การปรากฏตัวของประธานาธิบดีสหรัฐในพม่า ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ จึงจะเป็นภาพแห่งการประกาศตัวตนอย่างชัดเจนของผู้นำสหรัฐเหนือแผ่นดินพม่า ที่จีนจำเป็นต้องสำเหนียกไว้อย่างไม่กะพริบตาทีเดียว

ประการสุดท้าย พม่าคือจุดเปลี่ยนของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียที่สหรัฐจะพลาดไม่ได้เช่นกัน

หลังปิดประเทศไปนานกว่า 30 ปี พร้อมกับการถูกคว่ำบาตรจากโลกตะวันตกไม่ว่าจะสหภาพยุโรปหรือสหรัฐ ที่ใช้มาตรการแซงก์ชันอย่างเข้มงวด ไทยและจีนเป็นเพียงไม่กี่ชาติในโลกที่ยังมีปฏิสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจกับพม่าทั้งในทางแจ้งและทางลับ

จีนถือเป็นประเทศที่ได้ผลประโยชน์จากการปิดประเทศของพม่ามากที่สุดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะในฐานะลูกค้าผู้อุดหนุนพลังงานจากพม่ารายใหญ่ หรือในฐานะผู้ขายสินค้า รวมไปถึงอาวุธให้กับพม่า ตลอดจนในฐานะของผู้ให้กู้เงิน

ว่ากันว่า การเนรมิตเมืองหลวงแห่งใหม่อย่างเนย์ปิดอว์ของพม่านั้น ก็เป็นเงินกู้จากจีนทั้งสิ้น

แน่นอนว่า พม่ามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอันแนบแน่นอย่างที่สุดกับจีน แต่ทว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังถูกท้าทายอย่างน่ากลัวจากการเปิดประเทศ และการปฏิรูปเศรษฐกิจในพม่า โดยเฉพาะเมื่อพม่าเปิดตัวโครงการท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวาย ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจครั้งสำคัญของเอเชีย จากฝั่งทะเลอันดามันสู่จีนแผ่นดินใหญ่ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะไม่ยอมพลาด

การเดินทางเยือนพม่าของบารัก โอบามา ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการที่พม่าได้ประกาศรับรองกฎหมายการลงทุนคนต่างด้าวฉบับใหม่ ที่ประธานาธิบดีเต็งเส่งแห่งพม่าได้ลงนามรับรองไปแล้วเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา 2 วันก่อนหน้าสหรัฐจะเปิดคูหาเลือกตั้งประธานาธิบดีเท่านั้น และยังพอดีพอเหมาะกับการที่สหรัฐเพิ่งจะประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรพม่าไปหมาดๆ

กฎหมายการลงทุนคนต่างด้าวฉบับนี้ หลังจากที่ถูกดองไว้และแก้ไขมาหลายครั้ง เรียกได้ว่าเวอร์ชันล่าสุดนี้ล้วนแต่อัดแน่นไว้ด้วยโปรโมชันที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนการลงทุนระหว่างคนต่างด้าว และคนท้องถิ่นนั้นไม่มีการจำกัด แล้วแต่จะตกลงกันเอง,

นักลงทุนต่างด้าวสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจในพม่าได้เต็ม 100% โดยไม่ต้องร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่น เนื้อหาในร่างกฎหมายฉบับล่าสุดยังเปิดทางให้นักลงทุนต่างด้าวเข้ามาลงทุนในภาคธุรกิจที่เคยถูกจำกัดเอาไว้ได้ถ้าหากได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลพม่า

นักลงทุนต่างชาติยังสามารถเช่าที่ดินจากรัฐบาล หรือจากเอกชนที่ได้รับอนุญาตจากรัฐนานถึง 50 ปี และสามารถขยายสัญญาเช่าได้ 2 ครั้งๆ ละ 10 ปี นอกเหนือจากนี้บริษัทต่างชาติยังจะได้รับการผ่อนคลายภาษีในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินการในพม่าอีกด้วย

กฎหมายฉบับนี้ ยังถือเป็นการปูพรมต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์พม่าทีเดียว และโอบามาจะเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกของโลกที่จะเหยียบพม่านับแต่กฎหมายฉบับนี้ได้รับการลงนามรับรองจากประธานาธิบดีเต็งเส่ง เมื่อวันที่ 4 พ.ย ที่ผ่านมา

"โอบามา" บุก 3 ชาติอาเซียน ภารกิจแสดงตัวตน "ข้ายังอยู่ที่นี่!"

 

ทั้งนี้ นอกเหนือจากบริษัทพลังงานรายใหญ่จากสหรัฐที่ปรากฏตัวอยู่ในพม่าอย่างเงียบๆ ก่อนหน้านี้มาระยะหนึ่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัท โคโนโค ฟิลลิปส์ หรือเชฟรอน ที่ดำเนินการขุดเจาะและสำรวจแหล่งน้ำมันอยู่ในทะเลอันดามัน

การเปิดประเทศของพม่ายังทำให้อีกหลายบริษัทสหรัฐกำลังเตรียมพร้อมที่จะเข้ามาลุยในพม่ากันอีกระลอกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง โคคา โคล่า และเป๊ปซี่ สองผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำดำรายใหญ่จากสหรัฐที่เตรียมบุกพม่าอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรกหลังจากหายไปนานหลายสิบปี

วีซ่าและมาสเตอร์ การ์ด สองบริษัทบัตรพลาสติก‌รายใหญ่จากสหรัฐก็เตรียมปรากฏกายในพม่าแล้ว‌เช่นกัน ส่วน เจเนรัล อิเลคทริค ผู้ผลิตสินค้าหลาย‌ประเทศรายใหญ่ของสหรัฐก็เพิ่งได้ดีลขายเครื่อง‌เอกซเรย์ให้กับโรงพยาบาลใหญ่ 2 แห่งในพม่าแล้ว ‌เช่นเดียวกับ ยูนิลีเวอร์ ผู้ผลิตสิ่งของเครื่องใช้ชื่อดังก็‌เตรียมหันมาลุยธุรกิจในพม่าแล้วเหมือนกัน

แน่นอนเสียเหลือเกินว่า การเปิดประเทศให้กับ‌ตะวันตกครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ ‌กำลังถูกจับตามองอย่างยิ่งว่าพม่าจะกลายเป็นจุด‌ปะทะอย่างรุนแรงของอิทธิพลทางเศรษฐกิจระหว่าง‌จีนและสหรัฐ และยังมีนัยว่าจะไม่ได้มีเพียงแต่จีน‌เท่านั้นที่จะตักตวงผลประโยชน์จากพม่าไปเพียงแต่‌ฝ่ายเดียว

ล่าสุดนั้น แม้ว่านายฉินกว่างร่ง หัวหน้าพรรค‌คอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนาน ทางตอนใต้‌ของจีน ซึ่งมีเขตแดนประชิดชายแดนพม่า จะยืนยัน‌ว่าการเดินทางเยือนจีนของโอบามาในครั้งนี้ ไม่ถือ‌เป็นความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ของจีนในพม่าแต่‌อย่างใด

พร้อมกับให้เหตุผล “หล่อๆ” ว่า “จีนเองก็อยู่เบื้อง‌หลังการเปิดประเทศของพม่า ด้วยเหตุผลที่ว่า‌สันติภาพและความมั่นคงในพม่าเอง ก็ถือว่าเป็น‌ประโยชน์ต่อจีนเช่นกัน”

แม้ว่าในความเป็นจริง ความสั่นคลอนที่เกิดขึ้น‌กับอิทธิพลจีนในพม่าเริ่มเกิดขึ้นให้เห็นบ้างแล้วตั้งแต่‌ปีที่แล้ว

อย่างเช่นในกรณีเหตุการณ์ที่รัฐบาลพม่าสั่ง‌ระงับโครงการสร้างเขื่อนมินต์สน ซึ่งเป็นเขื่อน‌ไฟฟ้าพลังน้ำโดยบรรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ‌จีน (ซีเอ็นพีซี) เพียงเพราะข้ออ้างเรื่องสิ่ง‌แวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ทั้งๆ ‌เป็นเหตุผลที่พม่าไม่เคยคิดจะแยแสใส่ใจ หรือ‌คิดจะให้ความสำคัญมาก่อน แต่จู่ๆ พม่าก็กลับ‌ยกเหตุผลนี้ขึ้นมาใช้กับจีนเสียอย่างนั้น !

ตามมาด้วยการตอบโต้จากจีนทันควันกับการ‌ประกาศเลื่อนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง‌จากจีนที่ตามแผนเดิมจะเชื่อมลงมาพม่าเช่นกัน

เหตุการณ์เหล่านี้กำลังเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า อิทธิพลของ‌จีนในพม่าก็กำลังสั่นคลอนอยู่ไม่น้อย

สรุปแล้วการเดินทางเยือนไทย กัมพูชา และพม่า ‌ของบารัก โอบามา จึงเป็นการตอกย้ำถึงนโยบายของ‌สหรัฐที่กำลังหันมาหาเอเชียมากขึ้น

และภูมิภาคอาเซียนเองก็คือจุดยุทธศาสตร์‌สำคัญที่สหรัฐจะปล่อยให้อิทธิพลจากจีนทั้งด้าน‌ความมั่นคง หรือเศรษฐกิจแผ่‌ขยายลงมามากกว่านี้‌ไม่ได้แล้ว

ไม่ต่างจากยุค‌สงครามเย็นที่สหรัฐ‌เคยส่งทัพมาต้าน ‌“โดมิโนคอมมิวนิสต์” ในสงคราม‌เวียดนามที่สหรัฐได้ใช้ไทยเป็น‌ฐานตั้งรับสำคัญของกองทัพพญา‌อินทรีในครั้งนั้น

ดังนั้น ไทยแลนด์จึงเป็นเพื่อนเก่า‌ที่สหรัฐจำต้องรักษาไว้ ส่วนกัมพูชา‌คือเวทีประชุมสุดยอดเอเชียตะวัน‌ออกที่จะเป็นเวทีของโอบามาได้‌ประกาศถึงการ “แสดงตัวตน” ‌อย่างชัดเจนและอย่างเป็นทางการ

แต่สำหรับพม่า พม่าคือ “พระเอก” ‌สำหรับทริปนี้ ที่พม่าเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์‌ความมั่นคง และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‌และยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่‌สหรัฐจะพลาดไม่ได้ในวันนี้จริงๆ

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน