
ผิดหวังพท.กลืนหลักการ-รักษาตัวรอด
ในที่สุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เลือกที่จะถอยการแก้ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ชุษณวัฏ ตันวานิช
ในที่สุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เลือกที่จะถอยการแก้ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจากอยู่ยาว 60 ปี ไปเป็นการเลือกตั้งวาระครั้งละ 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับม็อบ
ท่ามกลางการตั้งคำถามของกองเชียร์เพื่อไทยและนักวิชาการที่ผิดหวังพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนเรื่องประชาธิปไตย และมีเสียงข้างมากล้นหลามในสภาที่จะผลักดันร่างกฎหมายได้ไม่ยาก แต่กลับอ่อนข้อให้กับม็อบกำนันผู้ใหญ่ที่เรียกร้องเพื่อตัวเอง และคงกฎหมายที่ถูกวิจารณ์ว่าล้าหลังไว้ เพียงเพื่อลดแรงต้านม็อบต่างๆ ไม่ให้กระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล
วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การยับยั้งร่าง พ.ร.บ.นี้ ซึ่งค้างการพิจารณาอยู่ในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ รัฐบาลอาจระบุได้ว่า เหตุที่ยอมกำนันผู้ใหญ่บ้านก็เพื่อลดการเผชิญหน้าที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง แต่เห็นได้ว่าเป็นการละเลยเหตุและผล และต่อไปอาจเป็นบรรทัดฐานได้ว่า หากมีใครได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการโดยชอบธรรมของรัฐสภา ก็สามารถรวมตัวกันประท้วงเพื่อกดดันได้ทุกเรื่อง
“หลักการที่กำนันผู้ใหญ่บ้านเรียกร้องให้อยู่จนถึงอายุ 60 ปีนับว่าแปลก และคลาดเคลื่อนจากหลักของการเลือกตั้ง ที่ควรรับฟังเสียงของประชาชน ไม่ใช่อยู่จนถึงเกษียณอายุเหมือนข้าราชการ ถ้าหากต้องการให้เป็นอย่างนั้นจริง กระทรวงมหาดไทยก็ควรต้องทบทวนระเบียบให้เปลี่ยนเป็นการแต่งตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านโดยกรมการปกครองแทน” วุฒิสาร กล่าว
ขณะที่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลและรัฐสภาประเมินผิด เพราะเดิมทีที่ สส.พรรคเพื่อไทย เสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยต้องการลดวาระการดำรงตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านลง โดยมั่นใจว่าฐานทางการเมืองของรัฐบาลในปัจจุบันใหญ่กว่าสมัยก่อนที่ต้องพึ่งพิงฐานเสียงจากกำนันผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อไปแตะประเด็นนี้ ก็เห็นชัดว่าฐานของกำนันผู้ใหญ่บ้านยังสำคัญอยู่ และอาจกระทบคะแนนเสียงของรัฐบาลได้ จึงต้องยอมหาทางลงก่อน
“ผมเข้าใจว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านเองก็กังวลว่าถ้ายุบหรือเลิกวันนี้ จะไปทำอะไร หรืออนาคตจะไปทางไหน ซึ่งมันไม่มีความแน่นอน ทำให้ต้องออกมาชุมนุม แต่กำนันก็ต้องเปิดรับการเลือกตั้งมากขึ้น ว่าไม่ได้มีมิติในด้านลบเพียงอย่างเดียว ในแง่หนึ่งเลือกตั้งทุก 5 ปี ถ้าทำงานดี ประชาชนก็เลือกเข้ามาทำงานต่อ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาตรวจสอบการทำงานได้ด้วย ส่วนที่มองว่ามีเงินมากก็ได้เป็นนั้น อาจจะยังมี แต่ผมเชื่อว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งปัจจุบันจะเลือกคนทำงานมากกว่า” อรรถจักร์ กล่าว
อรรถจักร์ เสนอแนะว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ประชาชนได้เห็นว่า การมีผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบันมีประโยชน์อย่างไร และมีปัญหา อุปสรรคอะไรบ้าง ขณะเดียวกันก็ควรมีงานวิจัยให้เห็นชัดว่า บทบาทของกำนันผู้ใหญ่บ้านและนายอำเภอในชุมชนต่างๆ ทั้งชุมชนชนบท ชุมชนชานเมือง และชุมชนเมืองเป็นอย่างไร ในวันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น และมีหน้าที่ใกล้เคียงกัน
ด้าน สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า วาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเกษียณอายุราชการของกำนันผู้ใหญ่บ้านไม่เพียงขัดต่อหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่ยังขัดกับหลักการรับผิดชอบ เพราะการเลือกตั้งครั้งเดียวแล้วดำรงตำแหน่งยาว ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการทำหน้าที่ผ่านระบบการเลือกตั้ง
“การออกมาก่อม็อบแล้วอ้างความชอบธรรมว่าเป็นกฎหมายที่ออกในรัชกาลที่ 5 เป็นการดึงสถาบันมากล่าวอ้างอย่างไม่มีเหตุผล ระบบกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นคุณูปการของรัชกาลที่ 5 ที่มุ่งหวังให้มีตัวแทนที่มาจากประชาชน ไม่ได้หมายความว่าให้นั่งบนเก้าอี้ไปทั้งชีวิตโดยไม่มีการตรวจสอบ” สิริพรรณ กล่าว
สิริพรรณ ชี้ให้เห็นว่า น่าสนใจมากที่รัฐบาลเพื่อไทยยอมถอย ทั้งที่ไม่ควรถอย เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการเลือกตั้งตามที่พรรคเพื่อไทยยึดถือ ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านก็ยังเห็นด้วยกับกฎหมายนี้ เข้าใจว่ารัฐบาลกังวลม็อบกำนันผู้ใหญ่บ้านอาจไปเข้าร่วมกับม็อบสนามม้าจนสถานการณ์บานปลาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะของรัฐบาลขณะนี้กำลังห่วงเสถียรภาพของตัวเองเกินเหตุจนหลงลืมอุดมการณ์ประชาธิปไตย
“วันนี้รัฐบาลควรทำความเข้าใจกับสังคมให้เห็นถึงผลดีและผลเสียของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ยืนหยัดในจุดยืนที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง อย่าคิดเพียงความอยู่รอดของรัฐบาลจนลืมศรัทธาที่ประชาชนมีให้ ขณะเดียวกันทางกลุ่มผู้ชุมนุมเองควรตระหนักว่าความสำเร็จในการก่อม็อบครั้งนี้อาจสำเร็จเพียง 1-2 ครั้ง แต่ต่อไปเมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพมากพอ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ย่อมผ่านสภาอยู่ดี ทางที่ดีกำนันผู้ใหญ่บ้านควรจะกลับมาคิดว่าจะกอบกู้ศักดิ์ศรีตนเองกลับมาอย่างไรจะดีกว่า” นักวิชาการจุฬาฯ ระบุ







