
ปัญหาแรงงานประสบภัยน้ำท่วม
ความสำคัญของ “แรงงาน” ต่อระบบเศรษฐกิจมหภาค
โดย...ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
ความสำคัญของ “แรงงาน” ต่อระบบเศรษฐกิจมหภาค
1.“แรงงาน” ในที่นี้ ถ้าเป็นความหมายกว้าง หมายถึง กำลังแรงงาน และกำลังแรงงานตามความหมายที่เป็นทางวิชาการ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ที่สามารถจะทำงานได้ หรือสามารถสร้างผลผลิตและบริการให้แก่สังคมได้ ดังนั้นตามความหมายนี้จะไม่รวมนักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ คนพิการ คนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และมากกว่า 60 ปี
2.จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2554 (ไตรมาส 4 ปี 2554) พบว่า กำลังแรงงานตามความหมายดังกล่าว กำลังแรงงานตามความหมายดังกล่าว มีอยู่ทั้งสิ้น 39.30 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศ 64,076,033 หรือ 61.34% ของประชากรทั้งประเทศ แต่กำลังแรงงานเหล่านี้เป็นผู้มีงานทำ 38.87 ล้านคน เป็นลูกจ้างเอกชน 12.85 ล้านคน เป็นลูกจ้างรัฐบาล 3.72 ล้านคน ทำงานอิสระ (ส่วนมากเป็นเกษตรกร) 13.37 ล้านคน
ถ้าจำแนกกว้างๆ ตามลักษณะโครงสร้างเศรษฐกิจก็คือ กำลังแรงงานทั้งหมด 38.87 ล้านคน อยู่ในภาคเกษตร 15.73 ล้านคน อยู่นอกภาคเกษตร (อุตสาหกรรมและบริการ 23.14 ล้านคน จากตัวเลขสองชุดนี้ก็สรุปได้ว่า กำลังแรงงานส่วนใหญ่อยู่นอกภาคเกษตร สรุปแล้วเกษตรกรแท้ๆ คงมีเพียงประมาณ 13 ล้านคนเท่านั้น เกี่ยวกับลูกจ้างที่มีถึง 16.57 ล้านคน คนกลุ่มใหญ่ที่สุดในสังคมไทยปัจจุบัน จึงไม่ใช่เกษตรกร แต่เป็นลูกจ้างหรือมนุษย์ค่าจ้าง มนุษย์เงินเดือน
นี่คือความสำคัญประการแรกของแรงงานประเภทลูกจ้าง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าใจกันว่า คำว่า “แรงงาน” ก็หมายถึงพวกลูกจ้างนั่นแหละ แต่มักจะหมายถึงลูกจ้างเอกชนไม่รวมราชการ แต่ในความหมายทางวิชาการจะรวมราชการทุกประเภทด้วย ถ้าพิจารณาสัดส่วนของกำลังแรงงาน
กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะดูจากจำนวนคน หรือดูจาก GDP และรายได้ประชาชาติ กำลังแรงงานประเภทมนุษย์ค่าจ้าง มนุษย์เงินเดือน มีความสำคัญมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจโดยรวม แต่นโยบายของรัฐบาลกลับให้ความสำคัญแก่กำลังแรงงานประเภทนี้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับนักธุรกิจ (นายจ้าง) และเกษตรกร
ทั้งนี้ รวมถึงนโยบายและมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภาวะน้ำท่วม เมื่อปลายปี 2554 ก็มีภาพรวมของข้อมูลข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนที่เป็นแรงงานรับจ้างเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการช่วยเหลือน้อยที่สุด
ด้านรายได้ โดยทั่วไปลูกจ้างพอจะมีรายได้ครองชีพตามอัตภาพก็ต้องพึ่งค่าล่วงเวลา แต่จากการเก็บตัวอย่างข้อมูลใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสมุทรสาคร พบว่า ลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างเพียง 75% ของค่าจ้างเดิม บางแห่งจ่ายเพียง 50% ของค่าจ้างเดิม โดยเหตุผลว่านายจ้างก็ประสบปัญหาน้ำท่วมเหมือนกันในยามปกติได้ค่าจ้างเต็มจำนวนลูกจ้างเหล่านี้ จึงทุกข์ยากมากๆ
สิทธิของลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ถ้านายจ้างเลิกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด เช่น โรงงานถูกน้ำท่วม นายจ้างจึงเลิกจ้างตามกฎหมาย โรงงานจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างมากน้อยต่างกันตามอายุงาน เช่น 1-10 เท่าของเงินเดือน หรือค่าจ้างเดือนสุดท้าย แต่ถ้านายจ้างไม่อยากจ่ายค่าชดเชย ขณะที่คนงานก็ไม่ลาออก (การที่ลูกจ้างลาออกเอง นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย) นายจ้างจะใช้วิธีไม่เลิกจ้าง ไม่จ่ายค่าจ้าง และไม่ทำการผลิต จนลูกจ้างทนไม่ไหวก็จะลาออกไปเอง
สถานการณ์ครอบครัวพลัดพราก ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 คนงานที่ตกงานจำนวนหนึ่งกลับชนบทไปพึ่งพาภาคเกษตรของพ่อแม่ แต่ปี 2554 ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคนงานส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ซึ่งพบว่าปัจจุบันครอบครัวชนบทอีสานต้องพึ่งรายได้นอกภาคเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จากตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2550 ครอบครัวอีสานมีรายได้จากไร่นาเพียง 24% รายได้ นอกไร่นา 76% ประกอบด้วยเงินที่ลูกจ้างส่งไปให้ (ลูกเป็นคนงานหรือลูกจ้าง) รับจ้างตามฤดูกาล ไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด และค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ฯลฯ
จากข้อเท็จจริงเช่นนี้ ภาคครัวเรือนเกษตรของคนอีสาน ไม่ใช่หลังอิงของลูกๆ ที่เป็นลูกจ้างอีกต่อไป กลับกันรายได้ของลูกๆ ที่เป็นลูกจ้างเป็นหลังอิงของพ่อแม่ในชนบท ด้วยเหตุนี้ลูกจ้างผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงไม่ได้กลับบ้านเดิม แต่รอนายจ้างเปิดงานรับเงิน 5075% ของค่าจ้างพอยังชีพไปวันๆ ไม่มีเงินพอที่จะส่งไปให้พ่อแม่และลูกในชนบท ถ้ากลายเป็นคนตกงานก็พยายามไปหางานทำในจังหวัดที่น้ำไม่ท่วม เช่น ใน จ.ปราจีนบุรี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นต้น
3.สภาพคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว ถดถอยลงเพราะขาดรายได้ขั้นรุนแรง เป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้น จากการเก็บข้อมูลตัวอย่าง พบว่า ลูกจ้างเหล่านี้เป็นหนี้เพิ่มขึ้นในช่วงน้ำท่วมรายละ 5,000-1 หมื่นบาท หนี้จำนวนนี้สำหรับคนชั้นกลางอาจจะเห็นว่าน้อย แต่ภาระดอกเบี้ย 10-20% ต่อเดือน จะผ่อนกี่ปีถึงจะชำระเงินต้นได้ เพราะรายได้น้อยนิดจะส่งดอกเบี้ยยังไม่พอ ทั้งพ่อแม่และลูกก็พลอยขาดรายได้ไปด้วย การดิ้นรนเพื่ออยู่รอดก็จะเพิ่มความเครียดและความไม่แน่นอนของชีวิตมากขึ้น
4.ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ข้อเสนอในระยะสั้น 1.ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จัดทำสถิติแรงงานให้เพียงพอต่อการใช้ประกอบนโยบาย โดยเฉพาะข้อมูลแรงงานต่างด้าว ข้อมูลแรงงานรับเหมาช่วงและบริษัทรับเหมาช่วง 2.สำหรับแรงงานลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วม รัฐบาลจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือโดยตรง โดยเฉพาะโครงการปลดหนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูงให้มีโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 5-8% เพื่อให้คนงานกู้ไปปลดหนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม
3.ขณะนี้รัฐบาลมีโครงการ “กองทุนสร้างตนเอง” โดยให้ผู้จบการศึกษาใหม่กู้ไปประกอบกิจการ จึงควรให้ลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมได้มีโอกาสใช้กองทุนนี้ไปประกอบอาชีพของตนเองได้ด้วย 4.สำหรับลูกจ้างที่มีบุตรให้รัฐบาลจัดหาเงินก้อนหนึ่งช่วยเหลือบุตรของแรงงานผู้ประสบภัยน้ำท่วมและขาดรายได้ 5.ในกรณีที่รัฐบาลมีการติดต่อกับนายจ้างต่างประเทศ เพื่อส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ให้รัฐบาลรับลูกจ้างเหล่านี้ไปทำงานต่างประเทศ 6.ให้รัฐบาลเจรจากับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และบริษัทรับเหมาช่วงงานจากรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ให้รับลูกจ้างเหล่านี้ไปทำงาน
ข้อเสนอระยะยาว
1.ให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารลูกจ้าง โดยรัฐบาลขายพันธบัตรให้แก่กองทุนประกันสังคม แล้วนำเงินนั้นมาจัดเป็นโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่ลูกจ้าง และให้ลูกจ้างแต่ละคนกู้ได้ไม่เกิน 2 เท่าของเงินเดือน คิดอัตราดอกเบี้ย 8% และจ่ายให้นายจ้าง 0.5% ของวงเงินกู้ เพื่อให้นายจ้างหักเงิน ณ ที่จ่ายจากลูกจ้างชำระหนี้ธนาคาร และให้ลูกจ้างที่กู้เงินออมเงิน 10% ของวงเงินกู้ เมื่อลูกจ้างผ่อนหนี้หมดแล้วภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ให้นำเงินออมของลูกจ้างไปจัดตั้งเป็นธนาคารลูกจ้าง
2.ให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้างที่อยู่อาศัยถาวรให้แก่ลูกจ้างอยู่ใกล้บริเวณที่ทำงาน เพื่อประหยัดเวลาการเดินทางและประหยัดค่าเดินทาง ซึ่งทำได้โดย 2 วิธี วิธีแรก มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำประมาณ 2-3% ให้แก่นายจ้างกู้ไปสร้างที่อยู่อาศัยให้ลูกจ้าง และวิธีที่ 2 ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สร้างบ้านมั่นคงให้แก่ลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างนำพ่อแม่และลูกมาอยู่ร่วมกันที่บ้าน เพื่อพัฒนาครอบครัวลูกจ้าง
3.ในเขตอุตสาหกรรมให้รัฐบาลอุดหนุนให้มีการสร้างบ้านราคาถูกให้คนงานและสร้างชุมชนคนโรงงาน โดยมีการสร้างฐานเศรษฐกิจให้มีธุรกิจชุมชนของคนงาน สถานเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ศูนย์การสอนภาษาไทยและต่างประเทศ ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องทบทวนเรื่องการพัฒนาชุมชน โดยให้ความสนใจชุมชนคนโรงงานให้มากขึ้น เพราะเรากำลังเป็นสังคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่สังคมเกษตรกรรมเหมือนอดีต
4.ให้รัฐบาลส่งเสริมให้คนงานมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพื่อสร้างหลักประกันทางอาหาร โดยให้คนงานกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไปซื้อที่ดินจากพ่อแม่ของตนเอง และรวมกันจัดตั้งสหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชนคนงาน ไปผลิตอาหารเลี้ยงชุมชนคนงาน และเป็นการรักษากรรมสิทธิ์ที่ดินทำกินของพ่อแม่ไว้ มิให้หลุดมือไปอยู่ในมือของนายทุนหรือคนต่างชาติ
5.เพื่อให้ข้อเสนอ 1-4 มีความเป็นไปได้ และรอบคอบรัดกุมให้มีการศึกษาวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อให้ได้แนวทางและมาตรการที่เหมาะสม







