
ไทย-พม่าตั้งคณะกรรมการลุยทวาย
วันนี้2ประเทศได้ฤกษ์ประชุมหารือพัฒนาเขตเศรษฐกิจโครงการลงทุนอย่างเป็นทางการ
วันนี้2ประเทศได้ฤกษ์ประชุมหารือพัฒนาเขตเศรษฐกิจโครงการลงทุนอย่างเป็นทางการ
ไทยเมียนมาร์ ร่วมประชุมตั้งคณะกรรมการ “ทวาย” ครั้งแรก 7 พ.ย.นี้
วันที่ 7 พ.ย.นี้ นายญาณทุน รองประธานาธิบดีเมียนมาร์ และรัฐมนตรีกระทรวงขนส่ง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงานไฟฟ้า กระทรวงการคลังและรายได้ จะเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การประชุมหารือระหว่างไทยและเมียนมาร์จะมีทั้งระดับสูงและระดับคณะอนุกรรมการ 6 สาขา ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง อุตสาหกรรมเฉพาะด้านและการพัฒนาธุรกิจ พลังงาน การพัฒนาชุมชน กฎระเบียบ และการเงิน
ทั้งนี้ ไทยและเมียนมาร์จะหารือและตกลงจัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วม 3 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการร่วมระดับสูงไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ซึ่งเป็นกลไกระดับนโยบาย มีรองนายกรัฐมนตรีไทยและรองประธานาธิบดีเมียนมาร์เป็นประธานร่วม
คณะกรรมการประสานงานระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JCC) มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ รมว.อุตสาหกรรมเมียนมาร์เป็นประธานร่วม โดยทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ JHC
อนุกรรมการ (SubCommittees) ใน 6 สาขา ได้แก่ สาขาโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง สาขาอุตสาหกรรมเฉพาะด้านและการพัฒนาธุรกิจ สาขาพลังงาน สาขาการพัฒนาชุมชน สาขากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และสาขาการเงิน โดยมีรัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ประธานร่วม
“เราจะพยายามเซตอัพว่าการประชุมคณะอนุกรรมการชุดย่อยๆ จะเป็นอย่างไร เพราะโครงการทวายมีความสำคัญมาก ทั้งในแง่เป็นประตูทางตะวันตกของไทย และเป็นแหล่งซัพพลายวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมในประเทศ เช่น เหล็ก” นายชัชชาติ กล่าว
ขณะเดียวกันจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การตั้งนิคมอุตสาหกรรมของไทยให้เมียนมาร์ฟัง เช่น มาตรการภาษีและแหล่งเงินลงทุน
ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล สว.สรรหา ได้หารือถึงนายกรัฐมนตรี ว่า อยากทราบว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงพลังงานบริจาคเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊สจากโรงไฟฟ้าหนองจอกและโรงไฟฟ้าลานกระบือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้กับประเทศพม่า เพื่อผลประโยชน์ใด เพราะเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊สจากโรงไฟฟ้าหนองจอก สร้างเมื่อปี 2537 จำนวน 4 เครื่อง มีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แต่ กฟผ.ใช้น้ำมันในการผลิตได้แค่ปีเดียวก็หยุดผลิต เนื่องจากไม่คุ้ม และทราบมาอีกว่า ปตท.ยอมจ่ายเงิน 600 ล้านบาท เพื่อรื้อถอนและยกให้กับประเทศพม่า จึงอยากถามว่าเมื่อยกให้แล้วใครได้ประโยชน์
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนนัก แต่น่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่า







