posttoday
"ตั้งทีมปราบโกง" พิสูจน์รัฐบาลทำจริงหรือสร้างภาพ

"ตั้งทีมปราบโกง" พิสูจน์รัฐบาลทำจริงหรือสร้างภาพ

07 พฤศจิกายน 2555

การออกมาเปิดประเด็นของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การออกมาเปิดประเด็นของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ด้วยการตั้งคณะกรรมการในการกำกับดูแลการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการที่เป็นที่สนใจต่อสาธารณชน เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสน่าเชื่อถือ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ถือเป็นมิติที่ดีที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เอาจริง

ขณะเดียวกันก็เป็นการยอมรับว่า การทุจริตและการฮั้วในการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมีอยู่จริง

การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าว แปลความให้ง่ายๆ ก็คือ คณะกรรมการปราบโกงประมูลโครงการภาครัฐนั้นเอง

ความพยายามครั้งนี้ ถือเป็นการตัดเนื้อร้ายของรัฐบาล ที่มีปัญหาเรื่องหักหัวคิวโครงการเล็กใหญ่ทุกหย่อมหญ้า ที่ยิ่งวันยิ่งเป็นภัยเข้าตัวรัฐบาลทำให้ความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานอย่างโปร่งใสของรัฐบาลลดลงทุกวัน

ที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบเร่งด่วนน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาทของรัฐบาล ถูกภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นตรวจสอบอย่างหนักว่ามีการประมูลที่ไม่โปร่งใสเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลได้แต่เอาตัวรอดนิ่งเฉยไม่โต้ตอบ และก็ไม่ตรวจสอบว่ามีการทุจริตโครงการดังกล่าวจริงหรือไม่

การเบิกเงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฟื้นฟูน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท แม้ว่ายังเบิกจ่ายไม่มากแต่ก็ไม่พ้นเรื่องหักหัวคิวเช่นกัน ขณะที่เงินกู้ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงคมนาคม ก็มีการล็อกสเปกจ่ายหัวคิวเป็นขั้นเป็นตอนเรียบร้อยกันทุกโครงการแล้ว

แม้แต่การจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 2.27 ล้านล้านบาท เพื่อมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ก็ถูกนักวิชาการ และฝ่ายค้านโจมตี ว่าเป็นการพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เงินในงบประมาณ หนีการตรวจสอบ ก็มีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสตั้งแต่เริ่มต้น โดยถูกมองว่ารัฐบาลทำโครงการไว้หักหัวคิวอีก 7 ปี หรือเท่ากับอายุของรัฐบาลที่อยู่บริหารประเทศครบ 2 สมัย

ยังไม่รวมโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินกู้ 34 แสนล้านบาท ที่มีการทุจริตสีเทากันตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยมีการประเมินว่าจะทำให้ประเทศเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท

การถูกรุมกินโต๊ะว่ารัฐบาลรู้เห็นเป็นใจกับความไม่โปร่งใสการประมูลโครงการภาครัฐ ทำให้รัฐบาลต้องเบรกเรื่องร้อน ด้วยการตั้งคณะกรรมการปราบโกงโครงการประมูลภาครัฐออกมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจให้มีกินหัวคิวเงินภาษีที่หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวัน

"ตั้งทีมปราบโกง" พิสูจน์รัฐบาลทำจริงหรือสร้างภาพ

 

คณะกรรมการที่กิตติรัตน์ตั้งขึ้นจึงมีการดึงหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมตรวจสอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมบัญชีกลาง รวมถึงตัวแทนจากภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้ามาเป็นกรรมการช่วยกันสอดส่องความไม่ชอบมาพากลในการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง

คณะกรรมการปราบโกงชุดพิเศษดังกล่าว มีหน้าที่ดูแลขั้นตอนการประมูลการจัดซื้อจัดจ้าง การล็อกสเปกต่างๆ การประมูล การกำหนดเงื่อนไข และรายละเอียดโครงการทีโออาร์ การส่งมอบงานที่อาจไม่เรียบร้อย เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยคาดว่าจะมีการเสนอการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาปราบทุจริตครั้งนี้แม้จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้น ว่าหันมาสนใจปราบปรามการทุจริตที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาว่าคณะกรรมการดังกล่าวจะทำงานได้จริงหรือไม่ จะเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่ปัจจุบัน คือ ป.ป.ช. หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาว่า คณะกรรมการปราบโกงที่ตั้งขึ้น จะมีอำนาจเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิด หรือร่วมกระทำความผิดได้มากน้อยขนาดไหน

ที่สำคัญ การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเป็นการปราบโกงในบางจุดเท่านั้น คือ การประมูลโครงการขนาดใหญ่ ขณะที่ประมูลโครงการที่ไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ แต่มีมูลค่าร่วมกันไม่แพ้โครงการขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลกลับไม่มีมาตรการขึ้นมาเอาผิดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การตั้งคณะกรรมการปราบโกงที่ยังดูกลวงในค่อนข้างมาก ทำให้รัฐบาลถูกมองว่าตั้งคณะกรรมการมาสร้างภาพปราบโกงเท่านั้น อย่างน้อยก็เป็นข้อแก้ต่างในการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่รัฐบาลจะถูกยำใหญ่การทุจริตคอร์รัปชันจากการบริหารประเทศในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลไม่ได้ทุจริต แถมยังตั้งทีมไล่ปราบโกงอีกต่างหาก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลนี้ตั้งทีมปราบโกงการประมูลภาครัฐขึ้นมา ในสมัย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็น รมว.คลัง ก็ตั้งทีมปราบโกง โดยขอความร่วมมือจาก ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้ออกมาตรการไม่ให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปร่วมมือการทุจริตคอร์รัปชันภาครัฐ ซึ่งก็เป็นแค่เสือกระดาษ เพราะทั้ง ก.ล.ต. และ ตลท. ไม่มีอำนาจหรืออาวุธอะไรที่จะไปตรวจสอบบริษัทในตลาดที่ไปดำเนินการไม่ชอบมาพากลในโครงการภาครัฐ และคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็ล้มไปพร้อมกับธีระชัย ที่หลุดจากเก้าอี้ รมว.คลัง

ดังนั้น การตั้งคณะกรรมการปราบโกงล่าสุด จึงถูกมองเป็นเสือกระดาษอีกครั้งหรือไม่ เพราะผลงานที่ทำมาก่อนหน้านี้ที่เป็นลักษณะเดียวกัน ก็ไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันให้เห็น นอกจากข่าวที่มีรายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมการ และหลังจากนั้นความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการชุดนี้ก็แทบจะหยุดนิ่ง

ทั้งๆ ที่มาถึงวันนี้การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นมะเร็งร้ายกัดกินเศรษฐกิจไทย แม้แต่กิตติรัตน์ก็ออกมายอมรับในงานการสัมมนาปรับโครงสร้างภาษี ว่า การทุจริตเป็นโรคร้ายของการเก็บรายได้ประเทศ หากไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน การเก็บภาษีอาจจะไม่จำเป็นต้องทำกันมากมายอย่างนี้

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน มี ประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน ออกมาประเมินว่า การหักหัวคิวภาครัฐทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน จาก 1020% ทะยานขึ้นมาอย่างน่าตกใจ เพราะจนวันนี้มีการเรียกเงินใต้โต๊ะสูงถึง 3050% ซึ่งถือว่าอันตราย หากไม่ร่วมมือกันแก้ไข ประเทศชาติอาจถึงทางตันไปไม่รอด

การระบาดของโรคร้ายคอร์รัปชันจนส่งผลให้มีการตั้งคณะกรรมการปราบโกงชุดพิเศษล่าสุดของรัฐบาล จะถูกพิสูจน์อีกครั้งว่ารัฐบาลมีความจริงใจแก้ไขปัญหาการโกงกินบ้านกินเมืองมากน้อยขนาดไหน จะเป็นความตั้งใจแก้ปัญหาโกงจริงหรือสร้างภาพปราบโกงให้ดูดีไปวันๆ

เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย