posttoday
ดีเอสไอลงพื้นที่สอบพยานคดีสวมสิทธิกู้ กรอ.

ดีเอสไอลงพื้นที่สอบพยานคดีสวมสิทธิกู้ กรอ.

05 พฤศจิกายน 2555

หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาระบุว่า พบสถาบันการศึกษาเข้าข่ายทุจริตโครงการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน


หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาระบุว่า พบสถาบันการศึกษาเข้าข่ายทุจริตโครงการกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) สะสมมาตั้งแต่ปี 25492550 หลังจากรับเป็นคดีพิเศษ เรียกผู้เสียหาย 4 รายเข้าให้ปากคำที่ดีเอสไอส่วนกลาง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ดีเอสไอได้ลงพื้นที่เพื่อสานต่อกระบวนการเรียกผู้เสียหายเข้ามาให้รายละเอียดในพื้นที่เกิดเหตุที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อรวบรวมหลักฐานในการดำเนินคดี

อธิพงศ์ ขันติจิต หนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นการถูกสวมสิทธิโดยวิทยาลัยอาชีวะเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี ว่า เกิดจากที่เขาเคยกรอกเอกสารสมัครเรียนภาคค่ำในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงไว้กับวิทยาลัยอาชีวะเอกชนแห่งนั้น แต่ภายหลังได้ตัดสินใจยกเลิกไป ทว่าต่อมากลับมีเอกสารคำยืนยันจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่ามีรายชื่อเป็นผู้เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนั้น รวมถึงได้แจ้งความจำนงกู้ยืมเรียนจาก กรอ.

“พอเอกสารกู้ยืมส่งมาที่บ้านก็ตัดสินใจนำเอกสารนั้นไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่รับแจ้ง และแนะนำให้ไปติดต่อกับวิทยาลัยเอง เมื่อไปติดต่อ อาจารย์ฝ่ายทะเบียนก็ขอดูเอกสารดังกล่าวแล้วอธิบายว่าเอกสารการกู้ไม่น่าจะมีผลอะไรหากผู้กู้ไม่ได้เซ็นชื่อในเอกสาร ได้ยินแบบนั้นก็เชื่อ เพราะเราไม่ได้เรียนที่นั่นและไม่ได้เซ็นชื่อยอมรับการกู้” อธิพงศ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2554 จดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งมาจากธนาคารกรุงไทย มาที่บ้านของอธิพงศ์ โดยระบุว่า เขาเป็นหนี้กองทุน กรอ. กว่า 9 หมื่นบาท และเป็นจำนวนเงินที่มาจากการกู้ยืมเรียนในวิทยาลัยอาชีวะเอกชน ที่เขาตัดสินใจเลิกเรียนไปนานแล้ว

“ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการโอนเงินเลย ก็เลยคิดว่าเรื่องน่าจะจบไปแล้ว แต่หลังจากที่ได้จดหมายแจ้งหนี้มาก็ร้องเรียนกลับไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่ในเอกสารระบุไว้ ก็ติดต่อเพื่อจัดการเรื่องนี้กับ กรอ.มาโดยตลอด กระทั่งมีจดหมายขอความร่วมมือมาจากดีเอสไอ ก็มาให้รายละเอียดทั้งหมดไว้” ผู้เสียหายรายนี้ระบุ

อรรคริน ลัทธศักดิ์ศิริ เจ้าหน้าที่สอบสวนคดีพิเศษ สำนักคดีความมั่นคง ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมการทุจริตที่รับร้องทุกข์ไว้ในครั้งนี้ มาจากทางวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว ซึ่งวิทยาลัยแห่งนี้ใช้วิธีจัดให้เจ้าหน้าที่ออกไปชักชวนโฆษณาให้ประชาชนทั่วไปสมัครเรียนต่อ และชักชวนให้ผู้สมัครทำคำร้องขอกู้ยืมเงินจาก กรอ. โดยต้องการเพียงรายชื่อตั้งต้นในการดำเนินการและทำเป็นขบวนการ

สำหรับการลงพื้นที่ของดีเอสไอครั้งนี้ ได้เรียกผู้เสียหายเข้ามาให้รายละเอียดประมาณ 60 ราย จากวิทยาลัยแห่งเดียว ส่วนแนวทางการสอบสวนคดี แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.เกิดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่สถาบันการศึกษาหรือไม่ 2.ความเป็นไปได้ในการเจตนาทุจริตของตัวเจ้าหน้าที่สถาบัน ด้วยการปลอมแปลงลายมือชื่อผู้เสียหาย และ 3.ความเกี่ยวข้องของเงิน กรอ.ที่เข้ามายังสถาบันการศึกษา

อย่างไรก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่ามีการนำเอกสารทางราชการไปแสดงโดยความเท็จ และหน่วยงานของรัฐคือ กรอ. ในกำกับของกระทรวงการคลัง เชื่อว่ามีการกู้ยืมจริงจึงโอนเงินมาให้ ก็ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341

นอกจากนี้ ยังพบว่า ที่ผ่านมากฎเกณฑ์การกู้ยืมของ กรอ. ยังมีช่องว่างการควบคุมเงินกู้ที่จ่ายลงมายังสถาบันการศึกษา ทำให้ขบวนการทุจริตเห็นเป็นช่องทางเกิดการทุจริตได้ง่าย สามารถอนุมัติการกู้ยืมจากเอกสารใบปะหน้า จึงเชื่อได้ว่าน่าจะพบผู้เสียหายอีกเป็นจำนวนมาก

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน