
"สุนทรียสนทนา" การเมืองบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค
แม้คนกรุงเทพจะงดการวิจารณ์คนเสื้อแดงแบบซึ่งหน้า แต่ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟซบุ๊ค กลับปรากฏร่องรอยการแสดงออกทางความคิดหลายหมื่นคน จนกลายเป็นปรากฏการณ์
แม้คนกรุงเทพจะงดการวิจารณ์คนเสื้อแดงแบบซึ่งหน้า แต่ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟซบุ๊ค กลับปรากฏร่องรอยการแสดงออกทางความคิดหลายหมื่นคน จนกลายเป็นปรากฏการณ์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
ใครเล่นเฟซบุ๊คแต่ไม่ได้เป็นแฟนเพจ (Fan pages) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงออกถึง “การมีส่วนร่วม”อย่างใดอย่างหนึ่งในสังคมขณะนี้ถือว่าเชย
เพจที่ว่ามีให้เลือกตามข้างของหัวใจ ให้เลือกหลากสี หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะ “ฮาร์ดคอร์” อย่างเพจ “Stop Thaksin Shinawatra from poisoning the Kingdom of Thailand” , “กลุ่มคนต่อต้านม็อบเสื้อแดง-Anti-Red Shirt” , “Thaksinlivedotcom-ANTI”
เพจกลาง ๆ อย่าง “คนกทม.ที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วงที่สร้างความเดือดร้อนทุกรูปแบบ” ชื่อเพจนี้อาจเจ๋งถูกใจคนกทม.หรือไรไม่รู้ เพราะกวาดสมาชิกไปแล้ว 14,343 คน
อันนี้ก็ถูกใจ๋ถูกใจ “WeLoveThai” ชื่อน่ารักโนเนะ แต่ฉันก็รักประเทศนะ เลยคลิกร่วมเป็นแฟนหนึ่งใน 8,033 คนซะเลย
กลายเป็นว่าตอนนี้เฟชบุ๊คมีแต่เพจที่ลากจูงหัวใจให้คนบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองทั้งตั้งใจ และไม่รู้ตัว
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เจ้าของเว็บไซต์ตลาดดอทคอม และอุปนายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ประมวลปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนเฟซบุ๊ค โซเชียลเน็ตเวิร์คจอมพลังของคนไทยขณะนี้ว่า นี่คือการปลดปล่อยความรู้สึกชั่วคราวของคนที่ไม่กล้าแสดงออกชัดว่าเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง รวมทั้งคนที่ใส่เสื้อเป็นกลาง เริ่มมีจำนวนมากขึ้น ในเวทีแห่งนี้ จากการตั้งชื่อเพจเพื่อแสดงออกทางความรู้สึกว่าไม่เข้าข้างฝ่ายใดกว่า 10 เพจ ซึ่งถือว่าเยอะทีเดียว
เพราะการสร้างเพจบนเฟซบุ๊ค ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถจะสร้างเพจได้จากการสมัครหน้าแรก
อย่างเพจที่ใช้ชื่อ “STOP! Ruined Thailand" (หยุด! ทำร้ายประเทศไทย) เพจที่เกิดจากการรวมตัวของคนในแวดวงสื่อ ก็มีแฟน ๆ ตอบรับไปแล้วกว่า 8,966 คน
ภาวุธ วิเคราะห์ว่า แม้นี่จะเป็นช่องทางในการแสดงออกของคนที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค แต่ก็ยอมรับว่าการแสดงออกในเวทีออนไลน์แห่งนี้ คงยากต่อการสานต่อกิจกรรมนอกจอคอมพิวเตอร์ เช่น การจัดงานสัมมนา การมีเวทีสาธารณะเพื่อพูดคุยเรื่องการบ้านการเมือง
นอกเสียจากจะมีผู้ทรงพลัง เช่น สื่อบางคนอาจเป็นต้นคิดดึงกิจกรรมบนโลกออนไลน์ให้ออกมาอยู่บนโลกของการทำกิจกรรมสาธารณะได้จริง
แต่อย่างน้อยแม้เฟชบุ๊คจะเป็นที่ระบาย ขอบ่นด้วยคน ก็ใช่ว่าเสียงของประชาชนในโซเชียลเน็ตเวิร์คจะไม่ถึงหูนักการเมืองตัวเป้งซะเมื่อไร
“โซเชียลเน็ตเวิร์คสามารถเชื่อมโยง ส่งผ่านกันได้โดยตรง บางคำพูด บางเรื่องอาจส่งผ่านไปถึงกรณ์ หรือนักการเมืองโดยตรงทันที อย่างทวิตเตอร์ก็มีคนใช้ตอบโต้ทักษิณกันมาก ผมเชื่อมีคนทวีตถึงทักษิณว่าหยุดเถอะเยอะมาก เพียงแต่คุณอาจต้องหาจังหวะที่ทักษิณกำลังทวีต ซึ่งเขาจะเห็นการสื่อสารของอีกฝั่ง อย่างน้อยโซเชียลเน็ตเวิร์คจะมีผลกระทบถึงนักการเมืองโดยตรง พวกเขาจะรู้ว่าตอนนี้ประชาชนกำลังคิดอะไร” ภาวุธ กล่าว
ขณะที่กลุ่มคนที่สร้างเพจเพื่อสร้างพื้นที่แสดงออกทางความเห็นบนโลกออนไลน์อย่างจริงจัง “ปรเมศวร์ มินศิริ” ผู้บริหารเว็บไซต์กระปุกดอทคอม เปิดแนวคิดการตั้งเพจ “WeLoveThai” ในเฟซบุ๊ค เนื่องจากช่วงหนึ่ง “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงปลุกระดมให้คนเผาเมือง โดยให้นำน้ำมันคนละ 1 ลิตร ล้านขวดบุกกรุงเทพ
“ตอนนั้นคนที่เล่นทวิตเตอร์ก็เริ่มคุยกันว่า เป็นห่วงประเทศ มีคนเข้าทวีตเรื่องเผาเมืองเยอะมาก จากสิ่งที่ผมเขียนข้อความแรกคือ สถานการณ์ล่อแหลมเกิดความรุนแรง ซึ่งมันมีผลมากคนทวีตไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง ทำให้คิดว่าเราควรขยายผลต่อให้คนอีกกลุ่มได้รู้ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่ใหญ่กว่าทวิตเตอร์นั่นคือ เฟชบุ๊ค ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยใช้ 2.3 ล้านคน ขณะที่ทวิตเตอร์มีผู้เล่นสม่ำเสมอเพียง 3.9 หมื่นคน ผมจึงทำเพจ WeLoveThai ขึ้น เพื่อรณรงค์ว่า พวกเรายอมรับความเห็นที่แตกต่าง แต่เราไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง” ปรเมศวร์ กล่าว
ปรเมศวร์ วิเคราะห์ว่า ขณะนี้คนในสังคมมี 3 แบบ คือถ้าไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะมีความคิดที่ไม่ตรงกับ 2 ข้างที่มีให้เลือก ซึ่งตอนนี้พื้นที่ในสังคมไม่มีให้พูด แล้วความคิดคนก็ไม่สามารถแทนได้ด้วยสี 2 สี ฉะนั้นตอนนี้ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คจึงมีทั้งสีเหลือง สีแดง และคนที่คิดไม่ตรงกับ 2 สี ซึ่งพื้นที่ตรงนี้สามารถสะท้อนความคิดคนได้ระดับหนึ่ง
ผู้ก่อตั้งเพจ WeLoveThai บอกว่า ได้มีการเก็บรวบรวมข้อความที่มีการเขียนในเฟชบุ๊ค และทวิตเตอร์ได้ประมาณ 5 หมื่นข้อความ ซึ่งข้อความเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ความรู้สึก และอารมณ์ของคนในช่วงนั้น ๆ ได้ เช่น การโพสต์ หรือทวีต ก่อนการเทเลือดของผู้ชุมนุมเสื้อแดงก็จะต่างจากข้อความที่โพสต์ หรือทวีต หลังจากมีการเทเลือดแล้ว ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์คจึงสะท้อนความคิดของคนได้ในระดับหนึ่ง แต่ใช่จะเป็นตัวตัดสินได้ว่าข้อความที่โพสต์ หรือทวีตไปนั้น ชี้ชัดว่าคน ๆ นั้นใส่เสื้อสีอะไร
“อย่างตัวผมช่วงแรกที่เสื้อแดงชุมนุม ผมทวีตทุกคืนก่อนนอนเลย ทวีตขอขอบคุณพี่น้องเสื้อแดงที่ชุมนุมอย่างสันติ ทำอย่างนี้ 4 คืน แต่พอเขาเทเลือดผมก็หยุด แต่ผมอาจทวีตตั้งคำถาม เอาเลือดไปบริจาคดีไหมครับ หรือระวังภาพจะรุนแรงเกินไปในสายตาต่างประเทศนะครับ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมอยู่สีไหน”
เขาบอกว่า ที่ตั้งเพจ WeLoveThai ไม่ได้เรียกร้องให้ยุบสภาหรือไม่ยุบสภา ไม่ได้ใช้เป็นเพจเพื่อเทิดพระเกียรติ เพราะมีคนแต่คนโพสต์รักในหลวง แต่เป็นเพจที่ทำขึ้น เพราะคิดว่าทุกคนคิดต่างกันได้ แต่ก็ควรพูดกันได้ด้วย รักกันได้ด้วย ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
“ผมอยากเห็นพื้นที่ตรงนี้เป็นที่แลกเปลี่ยนอย่างสุนทรียสนทนา ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ด่าทอ หรือถ้าเป็นไปได้จริง ๆ ก็อยากให้เวทีนี้ถูกสานต่อออกไปเป็นเว็บที่สร้างขึ้นมาเพื่อทุกสีได้คุย ช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ เป็นการผลักดันให้เกิดประโยชน์กับคนในสังคมไทยมากกว่าจะออกมารณรงค์อะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นก็มีเวทีของสีนู้น สีนี้ แต่ไม่มีเวทีทุกสีที่คุยกันได้จริง ๆ เพราะตัวผมก็ไม่ได้เพิ่มสีให้ตัวเองว่าเป็นสีขาว ผมไม่มีสี ผมไม่มีข้าง แต่ผมอยากให้ทุกสีคุยกัน” นี่คือความหวังของเขา
แล้ววันหนึ่งคุณจะเจอเพจที่ทรงพลัง อ้อ !! อย่าลืมส่งพลังนั้น Suggest to Friends ถึงกันด้วยนะ ..







