
งัดแผนปราบ...แว้นซ่าป่วนเมือง
ถึงคราวที่ “เด็กแว้น” ขาซิ่งวัยโจ๋รุ่นเล็กรุ่นใหญ่ที่ใช้ท้องถนนสาธารณะเป็นสังเวียนประลองความเร็วต้องหนาวๆ ร้อนๆ
โดย...กัญติพิชญ์ ใจบุญ
ถึงคราวที่ “เด็กแว้น” ขาซิ่งวัยโจ๋รุ่นเล็กรุ่นใหญ่ที่ใช้ท้องถนนสาธารณะเป็นสังเวียนประลองความเร็วต้องหนาวๆ ร้อนๆ เพราะคำสั่งประกาศิตของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เฉียบขาด และขีดเส้นให้กำราบแก๊งซิ่งป่วนเมืองให้หมดภายในระยะเวลา 1 เดือน
คำสั่งนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา นั่นเท่ากับจะสรุปผลการดำเนินการกันอีกครั้งในวันที่ 24 พ.ย.
นั่นหมายความว่า เมื่อถึงวันนั้นอย่างน้อยที่สุดขบวนจักรยานยนต์บนท้องถนนที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้รถจะต้องหมดไป!!!
เมื่อสำรวจพื้นที่ถนนที่มักใช้แข่งขันประลองความเร็วในเมืองหลวง อยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ซึ่งมีถนน 4 เส้นทางหลัก 4 กลุ่มซิ่งที่เลือกเป็นสังเวียนระบายความคะนองเสี่ยงตาย ประกอบด้วย
1.กลุ่มถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งขาเข้าและขาออก มีพื้นที่ซิ่งตั้งแต่แยกดินแดงถึงหน้าสนามบินดอนเมือง รวมไปถึงรอยต่อเขตพื้นที่ จ.ปทุมธานี กลุ่มนี้จะมีเด็กแว้นจำนวนมากถึง 300 คัน เนื่องจากถนนกว้างมีพื้นที่เยอะ
2.เส้นทางพญาไท จะมีกลุ่มซิ่งตั้งตัวกันตั้งแต่แยกตึกชัย บิดคันเร่งกันถึงแยกกรองน้ำ เรื่อยไปจนถึงอุโมงค์วิภาวดี มีจำนวนประมาณ 100 คัน
3.กลุ่มฝั่งธนบุรี เส้นถนนลอยฟ้าราชพฤกษ์ ซิ่งกันไปถึงถนนกาญจนาภิเษกในย่านนั้นกลุ่มซิ่งนี้มีจำนวนประมาณ 200 คัน
4.กลุ่มถนนบางนาตราด ซิ่งกันหน้าตึกเนชั่น จะมีทั้งขาซิ่งจากเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ รวมถึงแก๊งซิ่งจากบางนาและพื้นที่ใกล้เคียง มีประมาณ 100-200 คัน
จำนวนข้างต้นจากข้อมูลของ บก.จร. จะพบว่าแต่ละคืนโดยเฉพาะในคืนวันศุกร์เสาร์ จะมีเด็กแว้นออกอาละวาดแข่งรถกันจำนวนไม่ต่ำกว่า 500 คัน เต็มพื้นที่เมืองกรุง
ภาระจึงตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องนำคำสั่ง ผบ.ตร. มาแปลงเป็นแผนการให้เป็นรูปธรรม
พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย หรือ “ผู้การต๊ะ” ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ที่ได้รับมอบหมายให้เป็น “มือปราบเด็กแว้น” ในเมืองกรุง อธิบายว่า นอกจาก 4 พื้นที่หลักแล้ว ยังมีกลุ่มซิ่งรถจักรยานยนต์ที่ใช้ถนนเส้นอื่นบ้างประปราย แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ตำรวจ บก.จร. จะยึด 4 เส้นทางหลักข้างต้นเข้ามาปรับแผนปฏิบัติ รวม 3 มาตรการ
1.ก่อนเกิดเหตุ ตำรวจ บก.จร. จะลงพื้นที่เก็บข้อมูลของเหล่านักซิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าที่พบมาส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บางคนอายุแค่ 13 ปี ออกมาซิ่งกันแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อมูลนี้เก็บไว้ทั้งหมด ทั้งคนแข่ง คนเชียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านแต่งรถในพื้นที่ ที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุน เพราะหากไม่มีร้านเหล่านี้ก็จะไม่มีเด็กออกมาแข่งรถกันคึกคัก
“ตำรวจต้องเอาข้อมูลมาให้หมดเพื่อใช้เข้าไปกดดัน ตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมาย อุปกรณ์ของรถดัดแปลงผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบก็จะจับกุมดำเนินคดีทันที รวมถึงเฝ้าระวังกดดันตามจุดนัดพบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน หรือร้านเหล้าข้างทางต่างๆ ที่เป็นจุดรวมตัวกัน ตำรวจจะเข้าไปกดดันให้สลายตัว แต่หากดึงดันก็ต้องใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น”
2.ขณะเกิดเหตุ พล.ต.ต.ปิยะ ระบุว่า ข้อนี้ถือเป็นงานปราบปรามอย่างแท้จริง และเป็นงานหนัก เพราะการจับกุมแต่ละครั้งต้องใช้กำลังจำนวนมาก ต้องมีการสนธิกำลังตำรวจจากท้องที่ หรือประสานหน่วยงานอื่นๆ เพื่อขอปิดถนนจับกุม อีกทั้งมีนักซิ่งจำนวนมากที่ต้องควบคุมและต้องจับให้หมด
“แนวทางปฏิบัติขณะเกิดเหตุ ต้องวางแผนที่ชัดเจน รายละเอียดของแผนปฏิบัติทุกครั้งต้องเป็นความลับ รู้กันแค่ผู้บังคับบัญชาไม่กี่คน ป้องกันข่าวรั่ว การเคลื่อนขบวนของตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบที่จะไปจับก็ต้องเป็นความลับเช่นกัน ก่อนจะจับจริงในครึ่งชั่วโมงถึงจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ใครจะคุมการปิดหัว ปิดท้าย ใครจะเข้าไปตรวจ เข้าชาร์จ ใครรวม ใครปิดเส้นทางหนีจุดใดบ้าง เป็นต้น”
พล.ต.ต.ปิยะ ย้ำอีกว่า การจับกุมในขั้นตอนนี้ที่ยาก เพราะในบางครั้งมีเด็กแว้นเยอะ ทำให้มีช่องทางที่จะเล็ดลอดหลุดไปได้ บางรายถึงกับยกรถข้ามที่กั้นกลางถนนที่สูงระดับเอวและขับหนี ยากตรงที่ว่าต้องตรึงให้ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดให้ได้เพื่อจับกุม
ฉะนั้น หากตำรวจเปิดช่องเพียงนิดเดียวก็หลุดทันที ดังนั้นการจับกุมแต่ละครั้งต้องรอบคอบ แผนต้องชัดเจน และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ รวมถึงตัวเด็กแว้นที่ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนด้วย แต่การแข่งรถ การขับรถหนี การหยุดกะทันหัน ในบางครั้งย่อมมีความรุนแรง แต่หากไม่สั่งหยุด เด็กแว้นก็อาจจะชนตำรวจได้เช่นกัน
3.หลังเกิดเหตุ จับมาแล้วต้องนำเด็กที่เป็นเยาวชนมาอบรม พร้อมกับทำประวัติ และต้องทำให้เขาเหล่านี้เห็นถึงความอันตรายของการซิ่งรถบนท้องถนน ซึ่งไม่มีความปลอดภัย รวมถึงประสานไปทางโรงเรียนให้จัดทำเด็กที่มีกลุ่มเสี่ยงมารับการอบรม
“มาตรการสุดท้ายก็สำคัญ ต้องทำให้เด็กแว้นที่เป็นเยาวชนเห็นถึงอันตราย เพราะหากเขายังแว้นกันอยู่ ก็มีเพียง 3 ที่ให้ไป คือห้องขัง โรงพยาบาล และวัด ตรงนี้ต้องทำให้เป็นรูปธรรมที่สุด” ผบก.จร. ย้ำ
นอกจากนี้แล้ว งานของตำรวจที่ดูเหมือนจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่ต้นเหตุที่ทำให้เด็กๆ ออกมาซิ่งมาแว้นกัน ดูจะเป็นเรื่องที่ พล.ต.ต.ปิยะ ในฐานะตำรวจที่ต้องการให้เกิดการแก้ไขเช่นกัน “ต้นเหตุก็สำคัญ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปถึงโรงเรียน ช่วยขัดเกลาเด็กกลุ่มนี้ หากทำได้เด็กก็จะไม่ออกมามั่วสุมกัน ไม่จำเป็นต้องบอกว่าต้องทำอย่างไร เพราะทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้ว ตำรวจไปไล่จับได้ แต่ก็เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ทางที่ดีที่สุดคือต้องดูแลกันตั้งแต่ต้นทาง”
อย่างไรก็ตาม ตามแผนปฏิบัติการในครั้งนี้ คำสั่งของ พล.ต.อ.อดุลย์ ที่ขีดเส้นไว้ใน 1 เดือน สำหรับในพื้นที่กรุงเทพฯ พล.ต.ต.ปิยะ รับปากหนักแน่นว่า “หมดแน่นอน แต่ถึงจะไม่หมด อย่างน้อยปัญหาที่ชาวบ้านเดือดร้อนจากกลุ่มเด็กแว้นจะต้องเบาบางลง อีกทั้งปัญหาเด็กแว้นเป็นอันดับแรกที่ บก.จร.ให้ความสำคัญ และตราบใดที่ผมยังนั่งทำงานอยู่ในตำแหน่งผบก.จร. ปัญหานี้ต้องหมด” ผู้บังคับการตำรวจจราจร แสดงความมั่นใจ







