
บทเรียน
เสียชื่อกันไปทั้งประเทศ กรณีการสร้างสนาม สนาม “แบงค็อก ฟุตซอล อารีนา” เพื่อใช้เป็นสนามหลัก หรือเมนสเตเดียมในการจัดแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่เหลือเวลาอีกไม่ถึงสัปดาห์ ก็ยังก่อสร้างสนามดังกล่าวเสร็จไม่ทันกำหนดการตรวจครั้งสุดท้ายของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ในวันที่ 29 ต.ค. ทำให้ฟีฟ่าอาจจะยกเลิกใช้สนามดังกล่าวแข่งขันรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศไป หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกการใช้เป็นสนามเปิดการแข่งขันไปแล้ว
เสียชื่อกันไปทั้งประเทศ กรณีการสร้างสนาม สนาม “แบงค็อก ฟุตซอล อารีนา” เพื่อใช้เป็นสนามหลัก หรือเมนสเตเดียมในการจัดแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่เหลือเวลาอีกไม่ถึงสัปดาห์ ก็ยังก่อสร้างสนามดังกล่าวเสร็จไม่ทันกำหนดการตรวจครั้งสุดท้ายของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ในวันที่ 29 ต.ค. ทำให้ฟีฟ่าอาจจะยกเลิกใช้สนามดังกล่าวแข่งขันรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศไป หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกการใช้เป็นสนามเปิดการแข่งขันไปแล้ว
ถือเป็นความน่าอับอายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย
แม้ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้รับผิดชอบ จะออกมาชี้แจงว่า ปกติการก่อสร้างต้องใช้เวลา 500 วัน แต่ กทม.มีเวลาเพียง 270 วัน นับจากการอนุมัติงบเมื่อเดือน พ.ค. 2554 และปลายปีก็เกิดมหาอุทกภัย แต่เมื่อเกิดเสียงทักท้วงตักเตือนออกมาว่า กทม.ไม่ควรดื้อก่อสร้างให้สูญเสียงบโดยใช่เหตุ ให้ไปเตรียมความพร้อมสนามอื่นแทน แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็ไม่ใส่ใจ ยังเดินหน้าก่อสร้างทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางสำเร็จ
ขณะเดียวกัน ฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เจ้าของไอเดีย คณะกรรมการจัดการแข่งขัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็รามือ แถมโยนโทษกันไปมา และลากถูเรื่องราวไปสู่ประเด็นทางการเมืองแทน
ไม่มีแม้แต่หน่วยงานเดียวที่จะใช้ประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง แล้วหาทางร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้การจัดการแข่งขันฟุตซอลที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี เพื่อเป็นหน้าตา เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ
เทียบกับต่างประเทศ เช่นกรณีญี่ปุ่น ที่เกิดมหันตภัยจากคลื่นสึนามิ ที่ร้ายแรงกว่าปัญหานี้หลายเท่า แต่ทุกฝ่ายไม่ว่ารัฐบาล หน่วยงานราชการ เอกชนและประชาชนทุกคน กลับร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา จนฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาให้กับประเทศญี่ปุ่นได้ภายในเวลาไม่ถึงปี
สำหรับประเทศไทย คงไม่เหลือเวลาที่จะแก้ตัวแล้ว แม้ว่าจะยังคงมีการแข่งขันฟุตซอลในไทยด้วยสนามที่เหลืออีก 3 แห่งก็ตาม
แต่สิ่งที่จะต้องเรียกร้อง คือทุกฝ่ายควรเรียนรู้กรณีนี้ไว้เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ หากในวันข้างหน้าประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬานัดสำคัญๆ หรืองานใดก็ตาม ว่าการร่วมมือร่วมใจเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าพรรคการเมือง หรือหน่วยงาน
ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็อาจจะมีชื่อติดอยู่ในลิสต์ “อัปยศ” ที่สุดของวงการกีฬาโลกและวงการอื่นๆ ให้ขายหน้าไปทั่วโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า







