
เสรีภาพในการชุมนุม
....พลอ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ที่คนกรุงเทพมหานครต้องประสบชะตากรรมจากการถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทางและใช้ที่สาธารณะจากกรณีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. หรือเสื้อแดง เพื่อขับไล่รัฐบาลชุดปัจจุบัน
หลายคนต้องเลื่อนกำหนดงานบุญงานมงคลต่างๆ ที่วางแผนจัดในช่วงนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ต้องลดภารกิจการเดินทางทั้งในหน้าที่การงานและส่วนตัวลงเหลือเท่าที่จำเป็น เพื่อมิให้ได้รับผลจากการจราจรที่ติดขัดและเสี่ยงต่อการก่อการวิวาทกับผู้ชุมนุมที่อาจเกิดขึ้นจากความขุ่นมัวในจิตใจของทั้งสองฝ่าย
บางคนที่มีทางเลือกก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยหยุดงาน
“กักบริเวณ” ตัวเองอยู่บ้าน หรือเดินทางไปพักผ่อนในต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศเลยก็มีแต่กลุ่มคนที่หาเช้ากินค่ำซึ่งไม่ไปทำงานก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ไปก็ไม่มีรายได้ และบุคคลที่ไม่มียานพาหนะของตนเองต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะ ซึ่งไม่ทราบว่าวันนี้รถจะผ่านจุดใดได้บ้าง รวมทั้งอีกหลายกลุ่มที่จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานในรูปแบบต่างกันไปตามฐานานุรูป โดยไม่รู้อนาคตว่าจะนานเท่าใด
สิ่งที่น่ากลัวคือ เมื่อนานวันเข้าความกดดันที่อยากจะให้ได้ชัยชนะยิ่งมากขึ้น การใช้วาจาที่รุนแรง ส่อเสียด หยาบคาย เพื่อยั่วยุให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดอารมณ์โกรธก็ยิ่งมีมากขึ้น จนทำให้สังคมไทยเสื่อมทรามลง และเสี่ยงต่อการใช้กำลังเข้าต่อสู้กันมากขึ้น ทั้งในระดับมวลชนและปัจเจกชน
อย่างไรก็ดี บทเรียนในอดีตได้สอนให้รู้ว่า ไม่มีรัฐบาลใดทั้งในบ้านเราและต่างประเทศยินยอมทำตามคำเรียกร้องจากผู้ชุมนุมเพื่อบีบบังคับให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะมีจำนวนประชากรมามากสักเท่าใด
แม้กระทั่งรัฐบาลของคุณทักษิณเอง เมื่อถูกขับไล่เมื่อปี 2549 ก็ไม่ยอมลาออกหรือยุบสภา และอีกสองรัฐบาลหลังการปฏิรูปการปกครอง 19 ก.ย. 2549 ก็เป็นเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่า
“กฎหมู่” จะทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย “ไม่ได้”ในตอนแรกผู้ชุมนุมกล่าวหาว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย เมื่อได้มีการชี้แจงเตือนสติว่า รัฐบาลนี้ก็มาจากการลงมติจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดเดียวกับรัฐบาลคุณสมัครและคุณสมชาย และ สส.ทุกคนมีเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญในการเลือกนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้จึงยุติลง
สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ จุดจบของการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ผ่านมา ผู้ใช้อำนาจรัฐมักจะหมดความอดทน และใช้กำลังสลายการชุมนุมทำให้เสียเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุม เช่น กรณีพฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 และกรณี 7 ต.ค. 2551 หรือเกิดการรัฐประหารเพื่อยุติเหตุการณ์ซึ่งทำให้บ้านเมืองเสียหายมาก
หลายคนวิจารณ์ว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“เกียร์ว่าง” ปล่อยให้ผู้ชุมนุม “เหิมเกริม” ทำอะไรก็ได้ตาม “อำเภอใจ” แม้กระทั่งการคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลคล้ายกับบ้านเมือง “ไม่มีขื่อมีแป”เรื่องนี้ต้องยอมรับว่า บทเรียนจากการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา นักการเมือง
“โยน” ความผิดทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนต้องถูกดำเนินคดีอยู่ในปัจจุบัน หลายคนจึง “แหยง” ไม่อยากเสี่ยงกับเรื่องนี้นอกจากนั้น ยังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2549 เมื่อ 23 พ.ค. 2549 คำพิพากษาศาลปกครองสงขลา ที่ 51/2549 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2549 และคำพิพากษาศาลปกครอง หมายเลขคดีดำที่ 1605/2551 เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2551 ได้ให้กรอบในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องนี้ไว้ จนทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกลัวคำว่า
“เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63”แม้กระทั่งผู้รับผิดชอบกิจการสิทธิมนุษยชนเอง ยังเกรงใจที่จะเตือนผู้ชุมนุมในเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดไว้ในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1798 ข้อ 4 ว่า
“
เสรีภาพ คือ การทำได้ทุกสิ่งตามเจตจำนงตราบเท่าที่ไม่เป็นการล่วงละเมิดต่อผู้อื่น”จากหลักสำคัญข้อนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงได้กำหนด
“ข้อจำกัด” ในให้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ในมาตรา 63 วรรคที่สอง ความว่า“
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”ถ้าพิจารณาเงื่อนไขการจำกัดสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะเห็นว่าประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 และพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548
แต่ยังไม่มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะเลย
ความจริงกฎหมายนี้เคยมีการเสนอครั้งแรกเมื่อปี 2536 หรือหลังจากได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่นักประชาธิปไตยและนักสิทธิมนุษยชนค้านว่า เป็นกฎหมายที่ทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยที่กำลัง
“เบ่งบาน” ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการเสนออีกหลายครั้ง แต่ถูกคัดค้านด้วยเหตุผลเดิมอย่างไรก็ดี ถ้าดูประเทศต้นแบบประชาธิปไตยเช่นอังกฤษก็มีกฎหมายนี้ เยอรมนีก็มี ประเทศที่มีปัญหาในการพัฒนาประชาธิปไตยเช่นเกาหลีใต้ก็
“ต้อง” มี และหลายประเทศมีเฉพาะในบางรัฐสาระสำคัญของกฎหมายการคุ้มครองสิทธิประชาชนจากการชุมนุมทางการเมืองของประเทศต่างๆ ที่เหมือนกัน คือ ผู้จัดการชุมนุมต้องแจ้งล่วงหน้าว่าชุมนุมที่ใด เมื่อใด จำนวนผู้ชุมนุมเท่าใด และห้ามชุมนุมใกล้สถานที่สำคัญหรือบ้านส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อมีการชุมนุมและเดินขบวนในที่โล่งแจ้งหรือที่สาธารณะ
ที่น่าสนใจ คือ อังกฤษกำหนดให้เสียค่าธรรมเนียมการใช้ที่สาธารณะในการชุมนุม และกำหนดเงื่อนไขในการไม่อนุญาตให้ชุมนุมในที่เปิดเผย 3 ประการ คือ (1) อาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยอย่างร้ายแรง (2) อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินและวิถีชีวิตของชุมชน และ (3) ผู้จัดการชุมนุมมีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นกลัวที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการใดที่ผู้อื่นมีสิทธิที่จะกระทำหรือไม่กระทำ
เยอรมนีกำหนดให้การชุมนุม
“ต้องขออนุญาต” และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจจำกัดเงื่อนไขในการชุมนุมและการเดินขบวนเพื่อป้องกันอันตรายต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ส่วนเกาหลีใต้ ห้ามชุมนุมและเดินขบวนในเวลากลางคืน และมีข้อห้ามการชุมนุม 2 กรณี คือ (1) ห้ามจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุความมุ่งหมายของพรรคการเมืองที่ถูกยุบโดยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคนั้น และ (2) ห้ามชุมนุมที่มุ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของรัฐโดยตรง โดยมีการปลุกระดมฝูงชนให้ใช้ความรุนแรง ใช้กำลังคุกคามทำลายทรัพย์สิน ลอบวางเพลิง หรือการกระทำผิดกฎหมายประการอื่น
หลังจากได้รับบทเรียนของการชุมนุมทางการเมืองใน 4 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเล็งเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการจัดทำกฎหมายเรื่องนี้ จึงแต่งตั้ง นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ และจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2553
มาถึงวันนี้...สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมีผลกระทบต่อสิทธิในการใช้ที่สาธารณะอย่างชัดเจน และผู้ชุมนุมใช้ความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องนี้มาเป็นอำนาจต่อรองกับรัฐบาล รวมทั้งเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากการใช้ระเบิดและอาวุธสงครามในเมืองหลวง ซึ่งลักษณะเหล่านี้คงไม่ใช่เงื่อนไขของการใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องให้ความสนใจกับการตรากฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการใช้ที่สาธารณะตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 63 วรรคสอง กำหนดโดยด่วน
ถ้ารัฐบาลพิจารณาว่า
“เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” อาจดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 โดยนำร่างกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มาตราเป็นพระราชกำหนด เช่นเดียวกับการแก้ไขด้วยการตราพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อปี 2548นอกจากนั้น รัฐบาลต้อง
“กล้า” ที่จะนำมาตรการทางกฎหมายซึ่งมีอยู่ทั้งหมดในขณะนี้มาใช้อย่างทันต่อสถานการณ์และเสมอภาคกัน โดยไม่ต้องเกรงใจใครอีกต่อไป เพื่อยุติเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้โดยเร็วที่สุดก่อนที่...ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร จะหมดความ
“อดทน” ซึ่งจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองของเราเลวร้ายลงไปอีก






