
ปาฐกถา 14 ตุลา 2555
ปาฐกถา 14 ตุลาปีนี้ แตกต่างอย่างมากจากปีที่ผ่านๆ มา เพราะปาฐกมิใช่ “ปัญญาชน” แต่เป็นประชาชนที่เป็นนักต่อสู้ในระดับท้องถิ่น
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ปาฐกถา 14 ตุลาปีนี้ แตกต่างอย่างมากจากปีที่ผ่านๆ มา เพราะปาฐกมิใช่ “ปัญญาชน” แต่เป็นประชาชนที่เป็นนักต่อสู้ในระดับท้องถิ่น คือ คุณจินตนา แก้วขาว นักสู้แห่งบ่อนอกบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์
ปาฐกถา 14 ตุลา เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ปาฐกคนแรกคือ ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร พูดเรื่อง “ยุทธศาสตร์ใหม่ของชาติกับเศรษฐกิจการเมืองภาคประชาชน ในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์” ต่อจากนั้นผู้รับเชิญเป็นปาฐกล้วนเป็นผู้มีการศึกษาสูง อย่างน้อยระดับปริญญา และมีลักษณะ เป็น “ปัญญาชน” ทั้งสิ้น
เป็นธรรมเนียมของปาฐกถา 14 ตุลา ที่จะมีการคัดเลือกปาฐกอย่างพิถีพิถัน เพราะเป็นการแสดงปาฐกถารำลึกถึงวันที่ 14 ต.ค. 2516 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย โดยจะมีการพิจารณาคัดเลือกปาฐกล่วงหน้ากว่าครึ่งปี แล้วให้ปาฐกเป็นผู้คิดหัวข้อปาฐกถาเองโดยอิสระ แต่ขอให้เขียนบทปาฐกถาส่งให้ล่วงหน้าราว 2 เดือน เหตุผลสำคัญเพื่อให้ปาฐกได้ครุ่นคิด พิจารณา ไตร่ตรอง อย่างรอบคอบ รอบด้าน แล้วกลั่นกรอง แปลง “ความคิด” ให้เป็น “ความอ่าน” ที่ประณีต พิถีพิถัน เสียก่อน และมูลนิธิ 14 ตุลา ซึ่งเป็นเจ้าภาพของงานจะจัดพิมพ์บทปาฐกถาให้เสร็จทันเผยแพร่ในงานวันที่ 14 ตุลา น่ายินดีที่ปีนี้คุณจินตนา แก้วขาว ได้รับเชิญเป็นปาฐกในเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด แต่สามารถส่งบทปาฐกถาที่พิมพ์ออกมาแล้วยาวถึงกว่าร้อยหน้าได้ทันกำหนด
คุณจินตนา เรียนจบเพียงชั้น ม.6 หรือสมัยนั้นคือ ม.ศ.5 และไปรับจ้างเป็นครูอนุบาลอยู่ระยะสั้นๆ แม้ภายหลังจะได้ปริญญารัฐศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แต่ปริญญาทั้งสองก็เป็นปริญญาบัตรเกียรติยศ มิใช่ปริญญาบัตรจากการเข้าเรียนตามระบบ บทปาฐกถาของคุณจินตนาจึงแตกต่างจากของ “ปัญญาชน” ทั่วไป กล่าวคือ แทนที่จะเป็น “ความเรียง” จะมีลักษณะเป็น “เรื่องเล่า” แทน แต่ก็เป็น “เรื่องเล่าเร้าพลัง” อย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญของปาฐกถา 14 ตุลาปีนี้ อยู่ที่ทั้งตัวปาฐกและตัวเนื้อหาสาระสำคัญของปาฐกถา
ในส่วนของตัวปาฐก คุณจินตนา คือแบบอย่างของ “พลเมืองที่เข้มแข็ง” (Active Citizen) ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรของท้องถิ่นตนอย่างกล้าหาญ ยืนหยัด มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธี เต็มร้อยทั้งหัวใจและสติปัญญา จนสามารถปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นของคนท้องถิ่นได้เป็นผลสำเร็จ ไม่ตกไปเป็นของทุนต่างถิ่นทั้งระดับชาติและระดับข้ามชาติ แม้ในเส้นทางของการต่อสู้ เธอจะต้องถูกอำนาจรัฐผนวกกับอำนาจทุนรุมกระทำกับเธอและลูกของเธออย่างโหดร้าย จนที่สุดถึงจับกุมคุมขังเธอโดยไม่รอลงอาญาในช่วงเวลาหนึ่งก็ตาม
ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยพลังยืนหยัดของคนเล็กคนน้อยเพียง “กลุ่มหนึ่ง” จะสามารถต้านทานพลังของ “ทุน” ที่มีมูลค่านับหมื่นนับแสนล้านได้ โดยที่ฝ่ายทุนสามารถยึดกุมทั้งอำนาจรัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และอำนาจท้องถิ่นไว้ได้เบ็ดเสร็จ และยังใช้ความจัดเจนเข้าไปแยกสลายพลังการต่อสู้ของชุมชนอย่าง “ไร้มนุษยธรรม”
“ไร้มนุษยธรรม” เพราะนอกจากเอาเงินเข้าล่อเพื่อดึงประชาชนในท้องถิ่นส่วนหนึ่งมาเป็นพวกแล้ว ยังเข้าไปทำลายชุมชนท้องถิ่นด้วยการสร้างความแตกแยกทั้งในครอบครัว ชุมชน ไม่เว้นแม้กระทั่งวัดและโรงเรียน ไม่ต้องกล่าวถึงการลอบสังหารนักสู้อย่างคุณเจริญ วัดอักษร และการยิงคุกคามเอาชีวิตคุณจินตนาเองในคืนที่เกิด “ปฏิบัติการล้มโต๊ะจีน” ของกลุ่มนักต่อสู้ท้องถิ่น
และที่น่าอับอายอย่างยิ่งก็คือ นักวิชาการขายวิญญาณ ที่รับจ้างทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environment Impact Assesment หรือ EIA) อย่างฉ้อฉล
ชัยชนะของคุณจินตนาและบรรดา “พี่น้อง” อาจถูกมองอย่างบิดเบือนว่า เป็นการ “ขัดขวางการพัฒนา” เพราะผลก็คือโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินสร้างไม่ได้ และอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำมูลค่านับแสนล้านต้องหยุดชะงัก และในที่สุดต้องย้านฐานไปอยู่ในรัฐทวายของสหภาพพม่าแทน ความจริงแล้วการต่อสู้ของคุณจินตนาและบรรดาพี่น้อง คือ การต่อต้านการพัฒนาที่ไม่ถูกต้อง การพัฒนาที่มองข้ามชีวิตของคนเล็กคนน้อย ปล่อยให้ชาวบ้านต้องรับชะตากรรมอันเลวร้าย ด้วยการใช้อำนาจรัฐและอำนาจทุน ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ละทิ้งอาชีพและวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือต้องอยู่กับมลพิษโดยไม่มีการป้องกันแก้ไขเยียวยาอย่างเหมาะสม
ข้อสำคัญ คือ การพัฒนาที่ฉ้อฉลและละเมิดกฎหมาย เพราะจุดพลิกผันสำคัญที่ฝ่ายทุนต้องพ่ายแพ้หรือถอยฉากไปในการต่อสู้นี้ ก็เพราะที่ดินจำนวนไม่น้อยได้กรรมสิทธิ์มาโดยมิชอบทั้งๆ ที่เป็นที่ดินสาธารณะ และถูกคุณจินตนาและคณะต่อสู้เปิดโปงจนต้องเพิกถอนไปในที่สุด
การต่อสู้ของคุณจินตนา จึงมิใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่คือการต่อสู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ถูกต้องและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
หนึ่งชั่วโมงเต็มของการแสดงปาฐกถาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ต.ค. 2555 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา คุณจินตนาสามารถสะกดผู้ฟังได้อย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลและความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาจากหัวใจ เลือดเนื้อ และจิตวิญญาณของการต่อสู้อย่างยาวนานประมาณ 20 ปี ได้อย่างทรงพลังยิ่ง
ในรายงานเรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน รายงานฉบับนี้นับเป็น “รายงานชิ้นเอก” (Masterpiece) ของคณะกรรมการชุดนี้ มีข้อเสนอให้กระจายอำนาจส่วนกลาง ลดหรือเลิกอำนาจส่วนภูมิภาค เพิ่มอำนาจท้องถิ่น และข้อสำคัญ คือ การเพิ่มอำนาจให้แก่ชุมชน ประชาสังคม เพราะอำนาจทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ต่างก็ไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยลงได้ตราบใดที่ประชาชนยังไม่เข้มแข็ง
เราต้องส่งเสริมและเชิดชูคนอย่างคุณจินตนา เพราะนี้แหละคือประชาชนหรือพลเมืองที่เข้มแข็ง และเป็นรากฐานของประชาธิปไตยโดยแท้จริง







