posttoday
ตั้งสหภาพธนาคารส่อแวววืด ไม่ชัดเจนเห็นต่างยืดวิกฤตหนี้อียู

ตั้งสหภาพธนาคารส่อแวววืด ไม่ชัดเจนเห็นต่างยืดวิกฤตหนี้อียู

23 ตุลาคม 2555

หลังจากเป็นประเด็นถกเถียงยื้อกันมาพักใหญ่ ภายใน 27 ชาติสมาชิกสังกัดสหภาพยุโรป (อียู) ในที่สุดการจัดตั้งสหภาพการธนาคารแห่งยูโรโซน

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หลังจากเป็นประเด็นถกเถียงยื้อกันมาพักใหญ่ ภายใน 27 ชาติสมาชิกสังกัดสหภาพยุโรป (อียู) ในที่สุดการจัดตั้งสหภาพการธนาคารแห่งยูโรโซน (Banking Union) ก็บรรลุในเบื้องต้นสำหรับการกำหนดกรอบเวลาเริ่มดำเนินการร่างวัตถุประสงค์ตามข้อตกลงให้เสร็จสิ้นก่อนเดือน ม.ค. ปี 2556 ที่จะถึงนี้

เป้าหมายสำคัญของการจัดตั้งสหภาพธนาคารคือ การกำกับดูแลธนาคารที่มีอยู่ในกลุ่มยูโรโซนทั้งสิ้น 6,000 แห่ง และมีธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เป็นประธานสหภาพธนาคาร โดยบรรดาผู้นำในชาติสมาชิกอียูต่างหวังไว้ว่า ความร่วมมือทางธนาคารที่แน่นแฟ้นขึ้นนี้จะช่วยแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ซึ่งยืดเยื้อกินเวลามานานถึง 3 ปี

เนื่องจากการจัดตั้งสหภาพธนาคารจะเป็นการเปิดทางให้สามารถจัดสรรเงินทุนอัดฉีดให้กับธนาคารที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องได้โดยตรง โดยไม่ต้องเพิ่มภาระหนี้ให้กับรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ที่จะต้องบากหน้าวิ่งเต้นหาเงินกู้ยืม เพื่อช่วยเหลือธนาคารดังกล่าว

เรียกได้ว่า เป็นการช่วยตัดตอนวงจรปัญหาหนี้ ระหว่างหนี้ภาคธนาคารและหนี้ภาครัฐ

นอกจากนี้ ข้อตกลงสหภาพการธนาคารคราวนี้ยังครอบคลุมถึงการเดินหน้าจัดตั้งหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่กำกับดูแลภาคการเงิน หรือเอสเอสเอ็ม (Single Supervisory Mechanism) ขึ้น ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจควบคุมธนาคารทั่วยุโรป โดยเฉพาะในแถบยูโรโซนได้โดยตรง แต่ก็มีอำนาจมากพอที่จะเข้าแทรกแซงกิจการธนาคารหนึ่งๆ ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่าการตั้งเอสเอสเอ็มนี้จะช่วยให้นโยบายเพิ่มทุนธนาคาร การจัดตั้งกองทุนต่างๆ สารพัดมาตรการแก้ไขปัญหา และบรรดาโครงการประกันเงินฝากสามารถรวมเป็นกลุ่มก้อน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ความคืบหน้าในครั้งนี้คือ ความหวังที่จะช่วยให้อียูมีอำนาจ ความสามารถและศักยภาพในการจัดการปัญหาต่างๆ ในขณะนี้ หรือที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตภายภาคหน้า

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงนักสังเกตการณ์อีกส่วนหนึ่งกลับรีบออกโรงเตือนแทบจะในทันทีที่การประชุมผู้นำชาติสมาชิกอียูเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เคาะบทสรุปออกมา ว่าอย่าเพิ่งด่วนดีใจว่าปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะได้รับการแก้ไข หรือใกล้ยุติเสร็จสิ้นแล้ว

ตั้งสหภาพธนาคารส่อแวววืด ไม่ชัดเจนเห็นต่างยืดวิกฤตหนี้อียู

เพราะพอเอาเข้าจริง ประเด็นสำคัญหลายๆ ประเด็น เพื่อให้การจัดตั้งสหภาพธนาคารสามารถดำเนินการไปได้อย่างลุล่วงให้ทันกรอบที่กำหนดไว้ในปีหน้า ล้วนยังคงคลุมเครือปราศจากความชัดเจนและขาดความแน่นอนในการตัดสินใจ

เริ่มตั้งแต่การที่สหภาพธนาคารในครั้งนี้หมายรวมเฉพาะ 17 ประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าชาติสมาชิกอียูที่เหลือจะไม่สามารถเข้าร่วมในกระบวนการทั้งหมดไปในทันที ส่งผลให้กลายเป็นประเด็นชวนกังขาว่า หากชาติสมาชิกอียูอื่นๆ ซึ่งอยากจะเข้าร่วมแต่ไม่ได้ใช้เงินสกุลอียูจะทำอย่างไร

ขณะที่ประเด็นต่อมาคือ โครงสร้างกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบันของอีซีบีจะเพียงพอดีแล้วสำหรับหน่วยงานเอสเอสเอ็มชุดใหม่หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี หัวหอกสำคัญในการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรครั้งนี้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การจัดตั้งคณะทำงานส่วนกลางก็ดี การกำหนดกฎเกณฑ์ขอบเขตอำนาจของคณะทำงานก็ดี ซับซ้อนกว่าที่หลายฝ่ายคิดไว้มาก สวนทางกับกำหนดเวลาที่ที่ประชุมอียูตั้งเป้าไว้ว่าจะเสร็จสิ้นและทำงานได้จริงภายในปีหน้า

สำหรับประเด็นถัดไปสืบเนื่องมาจากข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่ให้คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจยับยั้ง (วีโต) ร่างงบประมาณของชาติสมาชิกที่ละเมิดข้อบังคับอียูเรื่องการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องย้อนกลับไปแก้ไขสนธิสัญญาอียู ที่จะลงมือทำได้ก็ต่อเมื่อต้องได้รับความเห็นชอบจาก 27 ชาติสมาชิกเสียก่อน

แต่เมื่อพิจารณาจากรูปการณ์แล้ว อังกฤษ รวมถึงชาติอื่นๆ ที่ไม่สนใจใช้เงินสกุลยูโร ย่อมไม่มีทางยอมอนุมัติให้มีการแก้ไข ซึ่งจะทำให้ตนเองโดนตัดออกจากสารบบอียู หรือเสียเปรียบแน่นอน

เห็นได้ชัดเจนโดยไม่ตรงคาดเดาว่า แค่เพียงประเด็นข้างต้นเพียงประเด็นเดียวก็พอที่จะทำให้ชาติสมาชิกอียูเสียงแตกได้แล้ว โดยมีตัวอย่างยืนยันล่าสุดจากการประชุมผู้นำอียูเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่นายกรัฐมนตรี แมร์เกิล แห่งเยอรมนี กับประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศสโต้เถียงกันอย่างดุเดือดเผ็ดร้อนในประเด็นวีโต ก่อนที่แต่ละฝ่ายจะยอมถอย เพื่อให้สามารถเคาะข้อตกลงจัดตั้งสหภาพธนาคารยูโรโซนออกมาให้ได้ก่อน

เท่านี้ก็เพียงพอให้เห็นแววว่าการก่อตั้งสหภาพธนาคารในครั้งนี้อาจจะไม่เป็นไปตามกรอบกำหนดเวลาที่บรรดาผู้นำอียูให้คำมั่นร่วมกันไว้

ทั้งนี้ วูลฟ์กัง มูนโช นักวิเคราะห์จากยูโร อินเทลเลเจนส์ แสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล อย่างชัดเจนว่า เมื่อพิจารณาแยกแยะให้ดีจะพบว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของอียู และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดสำหรับการรวมตัวของบรรดานานาประเทศในภูมิภาคยุโรปในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไข เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบัน

สรุปได้ว่า กว่าที่ทั่วโลกจะได้เห็นสหภาพการธนาคารยูโรโซนจริงๆ อาจจะต้องใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าที่ทุกอย่างจะเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์ตามเป้าหมายที่ผู้นำชาติอียูวางไว้

บรรดานักวิเคราะห์จากหลายสำนักทั่วโลก รวมถึงตัวของมูนโชต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ข้อตกลงจัดตั้งสหภาพธนาคาร ทำให้เห็นได้ชัดเจนก็คือความมั่นคงยั่งยืนในการเป็นสกุลเงินเดียวของสหภาพยุโรปมากขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตระหนักได้ว่า การจะรวมตัวกันเป็นสหภาพการเงิน เพื่อเป็นสหภาพยุโรปอย่างแท้จริงและยั่งยืนนั้น จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้ครอบคลุมทั้งวินัยการคลัง ความร่วมมือด้านการคลังและการงบประมาณ ตลอดจนการยอมเปิดทางให้อำนาจแก่อียูในการกำหนดดุลงบประมาณมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ความยั่งยืนทั้งหมดทั้งมวลจะเกิดขึ้นได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้ อียูย่อมจำเป็นต้องขวนขวายหาหนทางรอดจากวิกฤตหนี้สาธารณะในปัจจุบันให้ได้เสียก่อน

ทว่า เมื่อดูจากนโยบายที่อียูมีอยู่ สิ่งที่นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักเห็นก็คือ อียูในขณะนี้กลับยังไม่มีแนวทางหรือมาตรการในการลงมือแก้ไขยุติปัญหาหนี้ของชาติสมาชิกอย่างชัดเจนแม้สักข้อเดียว

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว