posttoday
แก้ปมทุจริต "ข้าวการเมือง" ต้อง "เปิดข้อมูล"

แก้ปมทุจริต "ข้าวการเมือง" ต้อง "เปิดข้อมูล"

19 ตุลาคม 2555

“นโยบายรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างรุนแรงต่อเนื่อง จนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการในฝ่ายรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงเป็นรายวัน พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป จะไม่ทบทวนหรือยุติโครงการตามที่ฝ่ายคัดค้านออกมาเรียกร้อง

“นโยบายรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างรุนแรงต่อเนื่อง จนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการในฝ่ายรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงเป็นรายวัน พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป จะไม่ทบทวนหรือยุติโครงการตามที่ฝ่ายคัดค้านออกมาเรียกร้อง

ความจริงแล้วรัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้คิดริเริ่มนโยบายรับจำนำข้าว แต่หลายรัฐบาลเคยดำเนินการมาแล้ว เพียงแต่อาจแตกต่างกันที่ปริมาณ จำนวนเงินในการรับจำนำข้าว และหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเท่านั้น

ทั้งนี้ การช่วยเหลือชาวนาเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลต้องทำ เพราะถือว่าคนรากหญ้าคือฐานเสียงสำคัญทางการเมือง อีกทั้ง “ข้าว” ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยบริโภคกันทั้งประเทศ และสร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศจำนวนมาก

ดังนั้น เมื่อประเทศไทยยังไม่มีการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวอย่างจริงจัง ที่สามารถจะสร้างการแข่งขันได้มากขึ้น ก็จำเป็นที่รัฐบาลต้องเข้าแทรกแซงราคาทุกครั้งไป เพื่อช่วยชาวนาไม่ให้ขาดทุนหรือต้องเลิกอาชีพปลูกข้าวไป ซึ่งในประเด็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือชาวนานี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความจำเป็นที่จะช่วยชาวนาเป็นกรณีพิเศษ

มาพิจารณากันดูว่า ทำไมวันนี้นโยบายการรับจำนำข้าวที่เคยมีมาแล้วหลายรัฐบาล ถึงถูกคัดค้านอย่างหนักในความรับผิดชอบของรัฐบาลนี้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา จนถึงกับกล่าวกันอย่างน่ากลัวว่าปัญหาเรื่องข้าว อาจเป็นเหตุสร้างความแตกแยกระหว่างผู้คัดค้านที่เป็นการเมืองฝ่ายค้าน บวกชนชั้นกลางกับชาวนา ซึ่งอาจกลายเป็นความขัดแย้งของ “ชนชั้น” ขึ้นมาอีกรอบ

แต่ผมเชื่อว่าความแตกแยกที่กลัวกันนี้จะไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่ทุกฝ่ายมีความจริงใจกับชาวนา ที่ใช้ชีวิตประจำวันทำมาหากินอย่างสงบอยู่ในชนบท ดังนั้นการดึงชาวนาเข้ามายุ่งกับการเมือง จึงไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อชาวนา แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายข้าวไทย ซึ่งเป็น “พืชเศรษฐกิจ” สำคัญ ให้เปลี่ยนไปเป็น “พืชทางการเมือง” แทน

สถานการณ์ในวันนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าว “ในที่มืด” อย่างในอดีตไม่ได้แล้ว แต่จะต้องออกมาแสดงความชัดเจนด้วยการนำข้อมูลทั้งหมดออกมาเปิดเผย “ในที่สว่าง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างไม่ยาก เพราะทุกๆ คำถามในกระบวนการของโครงการย่อมมีคำตอบ เพราะมีทั้งผู้รับผิดชอบและเอกสารที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งสิ้น

เท่าที่ผมรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อถกเถียงกัน มากระทั่งถึงตอนนี้ก็พอจะสรุปได้ว่า ปัญหาหลักที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวมี 2 เรื่อง คือ

1.ในเรื่องนโยบาย ถึงแม้ในวันนี้รัฐบาลจะเข้ารับจำนำข้าวในราคา 1.5 หมื่นบาท/ตัน และข้าวหอมมะลิ 2 หมื่นบาท/ตัน ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดก็ตาม แต่เมื่อชาวนาพอจะมีกำไรเข้ากระเป๋าบ้างก็พอจะรับได้ แต่รัฐบาลต้องมั่นใจว่าโครงการจะไม่ขาดทุนมากจนเกินไป จนมีผลกระทบต่อฐานะการเงิน การคลัง เพราะเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าเมื่อมีการเข้าแทรกแซงกลไกตลาด ไม่ว่าการรับจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าวที่สูงกว่าราคาตลาด ก็หนีไม่พ้นที่รัฐจะต้องขาดทุน เว้นแต่ราคาข้าวในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นภายหลังอย่างมีนัยสำคัญ

2.ปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วง จะอยู่ที่การบริหารจัดการโครงการมากกว่า กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าในอดีตเกิดปัญหา “ทุจริต” โดยตลอดมา แต่ในครั้งนี้การรับจำนำข้าวก็ได้สร้างความกังวลเป็นพิเศษต่อสังคมมากกว่าทุกครั้ง เพราะรัฐบาลใช้เงินจำนำข้าวทุกเมล็ดในปี 2554/2555 และปี 2555/2556 เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท สูงกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งหากเกิดการรั่วไหลหรือพบทุจริต ก็จะเกิดความเสียหายแก่ประเทศมาก

ดังนั้น เมื่อหลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ก็ไม่ควรรีรอที่จะดำเนินการ เพราะขณะนี้เรื่องที่เรียกร้องโดยเฉพาะในประเด็นการบริหารจัดการ ย่อมมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว เช่นกรณีการขอให้เปิดเผยสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อขายข้าวระหว่างประเทศ หรือจำนวนข้าวในสต๊อกหลวง หรือเอกสารที่ระบุผู้อนุมัติจำนำข้าวข้ามเขต หรือบริษัทใดที่ประมูลข้าวได้

ส่วนในประเด็นข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตต่อหน้าที่ อย่างเรื่องการปลอมใบประทวน การสวมสิทธิข้าว การเวียนเทียนข้าว รวมทั้งการชี้แจงถึงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554/2555 และปี 2555/2556 ว่ามีมาตรการป้องกันการทุจริตการโกงกันอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่น่าจะเปิดเผยได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบฝ่ายเศรษฐกิจ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็ออกมายอมรับว่ามีการทุจริตจำนำข้าว ที่ทำให้รัฐเสียหายไปแล้วกว่า 300 ล้านบาท รัฐบาลก็ยิ่งต้องเคลียร์ปัญหานี้โดยเร็ว และต้องนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นเด็ดขาด

จากประสบการณ์ครั้งที่ผมดำรงตำแหน่งประธานองค์การคลังสินค้า (อคส.) ก็ปรากฏปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่งหลายเรื่อง วิธีการที่ผมใช้แก้ไขในทางปฏิบัติก็คือ ต้องศึกษาให้เข้าใจหลักเกณฑ์ของโครงการ กระบวนการรับจำนำข้าว ว่ามีจุดอ่อนรูรั่วให้เกิดการทุจริตที่ใดบ้าง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และต้องมีความพร้อมเสมอที่จะอธิบายและเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เรื่องที่สังคมตั้งข้อสงสัย เพราะ “เรื่องลับ” ทางธุรกิจแทบจะไม่มี อาจมีบ้างในเชิงนโยบาย แต่ก็เปิดเผยได้เมื่อดำเนินการไปแล้ว

ที่สำคัญ ต้องปฏิบัติให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียมกันทุกฝ่าย โดยเฉพาะในขั้นตอนรับจำนำข้าวและการระบายข้าวออก เฉพาะส่วนของการจำนำข้าว เมื่อชาวนารับเงินไปแล้ว กระบวนการในส่วนของชาวนาก็จบลง ในส่วนนี้อาจมีรั่วไหลบ้าง แต่ไม่มาก แต่ที่ต้องเน้นและระมัดระวังให้มากก็คือ ขั้นตอนการเก็บรักษาข้าวและแผนการระบายข้าว เพราะหากบริหารจัดการไม่ดี ในส่วนนี้จะสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่รัฐบาลได้

ครั้งหนึ่งผมเคยเสนอให้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งจะรวมสินค้าค้างสต๊อก เป็นรายไตรมาสและสรุปรายปี ซึ่งเชื่อว่าทำได้ไม่ยาก แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่เงา ผมคิดว่าการเปิดเผยบัญชีที่โปร่งใสเท่านั้น จะเป็นตัวช่วยให้เกิดความชัดเจนกับโครงการได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ในช่วงที่ยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาที่ดีกว่า หรือก่อนที่จะเข้าสู่การปรับโครงสร้างการผลิตข้าวไทยอย่างจริงจังต่อไป ซึ่งเรื่องการจัดทำบัญชีนี้ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยให้สัมภาษณ์ว่า จะเปิดเผยบัญชีทั้งหมดในสิ้นปี 2555 นี้ ซึ่งถ้าทำได้จริงก็เป็นเรื่องที่ประชาชนตรวจสอบได้มากขึ้น

สำหรับการแก้ไขปัญหารายได้ของชาวนาและราคาข้าวในปัจจุบันนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีภาคส่วนใดที่เกี่ยวข้องลุกขึ้นมาช่วยกันแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างการผลิตข้าวไทยให้แข็งแรงขึ้น ตราบนั้นนโยบายแทรกแซงกลไกในตลาดสินค้าเกษตรของฝ่ายการเมืองก็จะคงอยู่ต่อไป เพราะเสียงชาวนา ชาวไร่ และชาวสวน มีผลต่อคะแนนเลือกตั้ง

วันนี้ระบบการตรวจสอบการใช้เงินของแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่เรายังขาดระบบการตรวจสอบกระบวนการบริหารจัดการกับการรับจำนำข้าวอย่างเป็นระบบ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูล เพื่อคลี่คลายข้อครหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ที่สำคัญที่สุด ต้องทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของแผ่นดินได้นำไปช่วยเหลือชาวนา โดยรัฐบาลจะไม่ยอมให้เกิดการทุจริตในโครงการ หรือเอื้อประโยชน์ในทางมิชอบให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใด ภายใต้นโยบายการรับจำนำข้าวนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ