
อย่าหยุดตรวจสอบ
หลังจากที่องค์กรขนาดใหญ่ในภาคธุรกิจของไทย 300 กว่าองค์กร ทั้งจากสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย ได้ร่วมลงสัตยาบันที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศทุกรูปแบบ เพื่อที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยใสสะอาด หลังจากการการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศเบ่งบาน เป็นต้นทุนให้กับเอกชนและประชาชนต้องแบกรับกันอย่างมหาศาล
หลังจากที่องค์กรขนาดใหญ่ในภาคธุรกิจของไทย 300 กว่าองค์กร ทั้งจากสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย ได้ร่วมลงสัตยาบันที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศทุกรูปแบบ เพื่อที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยใสสะอาด หลังจากการการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศเบ่งบาน เป็นต้นทุนให้กับเอกชนและประชาชนต้องแบกรับกันอย่างมหาศาล
ผลงานของภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น อาจจะไม่มีผลอะไรมากนัก แต่ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาต่อสาธารณชนนั้น สังคมให้ความเชื่อถือว่าเป็นข้อมูลจริง เรื่องการเรียกร้องเงินใต้โต๊ะ การฮั้วประมูล หรือการทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบอื่นๆ
ล่าสุด ภาคีก็แสดงเจตนารมณ์ที่จะไม่สนับสนุนบริษัท ไร่ส้ม ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา หลังจากถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ซึ่งจะถือว่าเป็นมาตรการลงโทษทางสังคม
ความพยายามตั้งเรื่องขึ้นมานั้นเป็นเจตนาที่ดีที่จะต่อกรกับคู่ต่อสู้ จะเป็นสื่อยักษ์ใหญ่ที่มีพลังมาก แม้ผลที่ออกมาจะได้รับการตอบสนองอย่างแผ่วเบา ทั้งจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นสังกัดของบริษัท ไร่ส้ม คือ ทางช่อง 3 ก็ไม่ได้สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรในเรื่องนี้
นอกจากนี้ สมาชิกของภาคีที่สนับสนุนรายการของไร่ส้มเอง ก็อ้อมแอ้มที่จะตอบว่า กรณีนี้ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผิด ก็ไม่ยังไม่น่าจะดำเนินการทำอะไร
ผลของเรื่องนี้ก็คือ ทางด้านภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ไม่สามารถทำอะไรได้ และแสดงให้เห็นว่าในภาคีเองก็มีความเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องมาตรการลงโทษทางสังคมที่จะต้องทำทันที หรือจะทำการต่อต้านต่อเมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิดเท่านั้น
การไม่เป็นเอกภาพของสมาชิกภาคี และความไม่เข้มแข็งของเอกชน จะทำให้การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ หากไม่รวมตัวกันแสดงพลังไปในทางที่ถูกต้อง ก็ไม่มีทางจะแก้ไขอะไรได้
อย่างไรก็ดี ความพยายามของภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นการทดสอบสังคมไทยว่าจะยอมรับการทำผิดจริยธรรมได้มากน้อยเพียงใด และจะสะท้อนค่านิยมของคนไทยที่มีต่อการคอร์รัปชันด้วย
แม้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก แต่ภาคีก็ควรจะดำเนินการต่อไป เพราะหากไร้ซึ่งแนวคิดจะแก้ไขปัญหาอะไร ประเทศไทยก็ไม่มีทางที่จะใสสะอาดไปได้
กรณีของบริษัท ไร่ส้ม เป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็กๆ ของการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. แต่การคอร์รัปชันเชิงนโยบาย หรือคอร์รัปชันอื่นๆ ยังมีมากมายและมีมูลค่าสูงกว่านี้มาก
หากสมาชิกของภาคียังคงมีความเห็นต่างในเรื่องของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน องค์กรจะไร้พลัง ซึ่งก็ไม่ต่างจากองค์กรอิสระที่ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง สัตยาบันต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเรื่องดี แต่อย่าให้สุดท้ายภาคีเป็นแค่เสือกระดาษเลย







