posttoday

วัดร้างที่เกาะดอนสวรรค์

15 ตุลาคม 2555

วัดกับบ้านต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าชาวบ้านไม่ศรัทธาพระเสียแล้ว วัดก็อยู่ไม่ได้ วัดกับบ้านจึงแยกกันไม่ได้ ยิ่งในยุคปัจจุบันอันเป็นยุคของสังคมผลประโยชน์

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

วัดกับบ้านต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าชาวบ้านไม่ศรัทธาพระเสียแล้ว วัดก็อยู่ไม่ได้ วัดกับบ้านจึงแยกกันไม่ได้ ยิ่งในยุคปัจจุบันอันเป็นยุคของสังคมผลประโยชน์ นักการเมืองยึดถือประโยชน์ของตนเองมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะ ประชาชนยิ่งต้องรวมตัวปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน หมดหวังที่จะพึ่งภาครัฐ ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ ภาครัฐเองกลับจ้องหาประโยชน์จากทรัพยากรของชาติที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน

กรณีเกาะดอนสวรรค์ เกาะกลางบึงหนองหาร จ.สกลนคร เป็นตัวอย่างที่ดีที่ชาวบ้านรวมตัวกันปกป้องทรัพยากรของชาติ ไม่ให้ใครมายึดถือครอบครอง

เกาะดอนสวรรค์ มีเนื้อที่ 105 ไร่ ปัจจุบันมีพระจากวัดธรรมกายพักอาศัยอยู่หลายสิบรูป และที่เป็นประเด็นคือ มีการขอออกโฉนดที่ดินให้เป็นของวัดจำนวน 85 ไร่ มีผู้เกี่ยวข้อง 3 กลุ่ม จาก 2 ฝ่าย คือ คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ของสภาผู้แทนฯ โดย ลีลาวดี วัชโรบล ฝ่ายคฤหัสถ์ ชาวบ้านสกลนคร ฝ่ายคฤหัสถ์ วัดธรรมกาย ฝ่ายบรรพชิต

ข้อเท็จจริงการขอออกโฉนดที่ดินบนเกาะดอนสวรรค์ จะเริ่มต้นและดำเนินการมาอย่างไร ผมเองก็ไม่ทราบรายละเอียด ไม่มีข้อมูลมากนัก ทราบจากคณะกรรมาธิการว่า มีการขอออกโฉนดโดยอ้างว่าที่ดินที่ขอออกโฉนดเดิมเป็นวัดมาก่อน จึงเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่โฉนดสูญหายไป เมื่อไม่มีพระภิกษุจำพรรษาจึงกลายเป็นวัดร้าง แต่ปัจจุบันมีพระภิกษุมาจำพรรษา จึงมีการขอออกโฉนดที่ดิน แต่ก็ไม่อธิบายว่า กระบวนการขอออกโฉนดเป็นมาอย่างไร

ชาวบ้านคัดค้านว่า ไม่เคยมีวัดอยู่บนเกาะดอนสวรรค์

วัดธรรมกายบอกว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการขอออกโฉนด

ประเด็นของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า ที่ดินบนเกาะดอนสวรรค์ที่ขอออกโฉนด เคยเป็นวัดมาก่อนหรือไม่ ปัจจุบันเป็นวัดร้างหรือไม่ ถ้าไม่เคยเป็นวัดมาก่อนตามที่ชาวบ้านบอก ที่ดินบนเกาะดอนสวรรค์น่าจะมีสภาพเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน พระที่เข้าไปพักอาศัยและปลูกสร้างถาวรวัตถุ ก็จะมีความผิดฐานบุกรุกที่สาธารณะ ไม่มีทางจะเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ เพราะไม่มีผู้อุทิศให้ และพระจะจับจองที่เองก็ไม่ได้

ถ้าเป็นวัดร้างจริงตามกรรมาธิการอ้าง ต้องนำทะเบียนวัดร้างมาแสดงได้ และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดอีกครั้ง ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 32 ทวิ วรรคสอง “การยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”

เมื่อปี 2538 มีกฎกระทรวงฉบับที่ 5 กำหนดวิธีการยกวัดร้างไว้ในข้อ 1 ว่า “การยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ให้กระทำได้เมื่อประชาชนได้มีหนังสือถึงเจ้าคณะอำเภอหรือนายอำเภอแห่งท้องที่ที่วัดร้างนั้นตั้งอยู่ว่า ตนมีศรัทธาที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดร้างนั้นให้เป็นวัดมีพระภิกษุจำพรรษา...”

เมื่อประชาชนร้องขอแล้ว ให้นายอำเภอและเจ้าคณะอำเภอร่วมกันพิจารณาว่า สมควรจะยกวัดร้างเป็นวัดมีพระภิกษุจำพรรษาหรือไม่ ถ้าเห็นพ้องกันแล้ว ให้เสนอเจ้าคณะจังหวัด เพื่อเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และเสนอต่อไปยังกรมการศาสนา ซึ่งปัจจุบันคือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะต้องทำความเห็นเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อขอความเห็นชอบ ความเห็นของมหาเถรสมาคมให้เป็นที่สุด แล้วสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะต้องทำทะเบียนวัดร้างให้เป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนการยกวัดร้างหรือยัง การเริ่มต้นของกระบวนการอยู่ที่ชาวบ้านร้องขอ แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นว่าชาวบ้านคัดค้าน แม้การหาชาวบ้านเป็นหุ่นเชิด เป็นเรื่องที่ทำได้โดยง่าย แต่คงต้องดูว่าชาวบ้านที่ร้องขอ เป็นชาวบ้านจากที่ไหน ถ้าไม่ใช่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับวัด จะมีเหตุสมควรหรือไม่ และที่สุดแล้ว มหาเถรสมาคมได้เห็นชอบหรือยัง

ลีลาวดี กรรมาธิการอ้างว่า ได้มีการยกวัดร้างเป็นวัดมีพระภิกษุจำพรรษา เป็นเหตุให้มีการขอออกโฉนดใหม่ ลีลาวดี คงต้องแสดงหลักฐานการยกวัดร้างตามขั้นตอนของกฎหมายที่กล่าวข้างต้น ไม่ใช่อ้างลอยๆ

การขอออกโฉนดใหม่ เข้าใจว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะเป็นผู้ขอ ก็ต้องถามว่า เอาอำนาจอะไรไปขอออกโฉนดที่ดินแทนวัด แม้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะมีหน้าที่ดูแลรักษา และจัดการทรัพย์สินวัด ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 แต่ก็เป็นเสมือนฝ่ายธุรการของวัด เจ้าของกรรมสิทธิ์ยังเป็นของวัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เป็นเพียงผู้คอยบริการให้ความสะดวก จึงไม่น่ามีอำนาจขอออกโฉนดแทน

ขั้นตอนที่ถูกต้องน่าจะเริ่มด้วยการขอยกวัดร้างเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษาเสียก่อน แล้วเจ้าอาวาสจึงจะเป็นผู้ขอออกโฉนดที่ดินแทนฉบับที่สูญหาย แต่อาจมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ไปดำเนินการแทนก็ได้

การยกวัดร้างเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษาก็ดี การขอออกโฉนดที่ดินของวัดก็ดี ไม่ใช่หน้าที่ของกรรมาธิการศาสนาฯ ที่จะดำเนินการเลย แต่แปลกที่เรื่องนี้กรรมาธิการดูเหมือนจะทำตัวเป็นเจ้าภาพ เป็นผู้จัดการทั้งหมด

เท่าที่ทราบ ลีลาวดี เป็นสาวกคนสำคัญของธรรมกาย จึงเข้าใจเรื่องได้ว่า ทำไมกรรมาธิการสภาผู้แทนฯ จึงต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพ อย่างไรก็ตาม นางสาวลีลาวดีเป็นผู้แทนราษฎร เป็นผู้ออกกฎหมาย จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย นางสาวลีลาวดีจึงต้องอธิบายให้ได้ว่าได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

สำหรับวัดธรรมกายที่ออกแถลงการณ์ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการออกโฉนดนั้น ต้องถามดังๆ ว่า ไม่เกี่ยวข้องตามเอกสารหรือไม่เกี่ยวข้องในข้อเท็จจริงด้วยการยกวัดร้างเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา ถ้าพระไม่ตกลงที่จะอยู่จำพรรษา ย่อมไม่สามารถยกวัดร้างขึ้นได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า วัดธรรมกายเข้าครอบครองเกาะดอนสวรรค์ มีการนำรูปหล่อลูกแก้วใสวางอยู่ที่ตักของหลวงพ่อสด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธรรมกาย ตั้งอยู่หน้าพระประธานเป็นพระองค์เดิม

ถ้าธรรมกายยึดครองสำเร็จ พระประธานคงจะถูกเปลี่ยนเป็นพระพุทธรูปใส่เสื้อยืดแขนยาวเหมือนเจ้าลัทธิ

การที่วัดธรรมกายออกแถลงการณ์ว่า ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่น่าเชื่อ และเท่าที่เห็นพระที่ไปอยู่เกาะดอนสวรรค์ ก็ดูแปลกๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นพระหรือเณร เพราะเห็นห่มจีวรเฉียงออกบิณฑบาตรทุกรูป ถ้าเป็นพระต้องห่มคลุมออกบิณฑบาตรเท่านั้น มิฉะนั้นเป็นอาบัติ แต่ถ้าเป็นสมเณร จึงจะห่มจีวรเฉียงออกนอกวัดได้

ถ้าผู้ที่ห่มเหลืองทั้งหมดที่ไปยึดครองเกาะดอนสวรรค์ เป็นสมเณร ก็จะไม่เข้าหลักเกณฑ์การยกวัดร้างขึ้นใหม่ เพราะไม่มีพระอยู่เลย

งานนี้ ดูท่าว่าชาวบ้านสกลนครจะเอาจริง จึงได้เห็นกระบวนการยึดครองศาสนาของลัทธิธรรมกายต้องถอยตั้งหลัก ขอให้ชาวบ้านต่อสู้ต่อไป และต้องล้างเกาะดอนสวรรค์ให้ปราศจากกลิ่นอายของธรรมกาย เพราะเจ้าลัทธินี้ ชอบที่ดินงามๆ อย่างนี้ หากดอนสวรรค์ถูกยึด จะมีแต่สาวกธรรมกายเท่านั้นที่ใช้ประโยชน์ได้

และเมื่อนั้น เกาะดอนสวรรค์จะต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เกาะดอนลูกแก้ว

ขอให้กำลังใจชาวสกลนครครับ

 

ข่าวล่าสุด

สรรเพชญ สั่งเข้มความปลอดภัยทางเรือสงกรานต์69 เก็บค่าโดยสารตามอัตรากำหนด