
ไอเอ็มเอฟกระอักวิกฤยูโรเงินไม่มี-อำนาจไม่พอ สะเทือนความเป็นกลอง
กลายเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์กระอักกระอ่วน สำหรับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อย่างแท้จริง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กลายเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์กระอักกระอ่วน สำหรับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อย่างแท้จริง สำหรับวิกฤตหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นภายในสหยุโรป (อียู) ในขณะนี้
เพราะผลกระทบจากวิกฤตหนี้ดังกล่าวไม่เพียงลุกลามทั่วทุกภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายพิษครอบคลุมเกือบจะทุกพื้นที่ทั่วโลก จนไอเอ็มเอฟต้องปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งตีพิมพ์เมื่อต้นสัปดาห์ลงมาอยู่ที่ 3.3% ในปีนี้ และ 3.6% ในปีหน้า จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ค. ว่า จะอยู่ที่ 3.5% และ 3.9% ตามลำดับ
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยจากวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงกำลังการบริโภคโดยรวมทั้งหมด จนภาวะเศรษฐกิจโลกส่อแววเดินหน้าถดถอยอีกรอบภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี หลังจากที่โลกเพิ่งจะลืมตาอ้าปากจากวิกฤตการเงินในสหรัฐ
ต้องยอมรับว่า แม้จะมีประสบการณ์ในการจัดการกับวิกฤตหนี้ของหลายประเทศทั่วโลกมาแล้วอย่างโชกโชน แต่สำหรับวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป ความสามารถศักยภาพและบทบาทของไอเอ็มเอฟดูจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เหตุผลเพราะขณะนี้ ไอเอ็มเอฟ องค์กรซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ของโลกตกอยู่ในสภาพไม่มีเงินพอที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ๆ อย่างสเปนและอิตาลีได้ แม้ทางกองทุนจะยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบและเฝ้าระวังสถานการณ์ในยุโรปร่วมกับสหภาพยุโรป (อียู) และธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ซึ่งรวมกันในนาม ทรอยกา อยู่ก็ตาม
และทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ไอเอ็มเอฟจะยังคงบทบาทในฐานะผู้ควบคุมบังคับใช้กฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ กับบรรดาประเทศยุโรปเหล่านั้นพร้อมกับรักษาความน่าเชื่อถือของไอเอ็มเอฟ โดยที่ตัวเองไม่มีเอี่ยวใดๆ ในเงินทุนที่เข้าไปช่วยเหลือ
พูดอีกทางหนึ่งก็คือ ไอเอ็มเอฟจะมีอำนาจเพียงพอที่จะบังคับชาติ ซึ่งขอกู้เงินจากที่อื่นที่ไม่ใช่ไอเอ็มเอฟ เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีมหกรรมเบี้ยวหนี้ครั้งใหญ่ขึ้นได้อย่างไร
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาไอเอ็มเอฟคือ ยาขมหม้อใหญ่ในการจัดการโรคหนี้ท่วมในหลายๆ ประเทศชนิดเจ็บเข้ากระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียและละตินอเมริกา
ทว่า สำหรับปัญหาหนี้ในยุโรป นอกจากจะใหญ่เกินไอเอ็มเอฟจะรับมือแล้ว การเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องของไอเอ็มเอฟยังถือเป็นยาพิษชั้นดี สำหรับการเมืองภายในของเกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะในเขต 17 ชาติสมาชิกยูโรโซน
เฟรดดริก อีริกซัน ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ระบุว่า ในประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีตัวอย่างใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่า บรรดารัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจะยินยอมอย่างยินดีที่จะให้บุคคลภายนอก เช่น ไอเอ็มเอฟเข้ามาตรวจสอบดูบัญชีรายจ่ายของประเทศ หรือคอยสอดส่องว่ารัฐบาลทำอะไรลงไปบ้าง
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ที่ผ่านมารัฐบาลในประเทศยุโรปไม่เคยยอมให้คนภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐบาลมากถึงขนาดนี้มาก่อน
แถมสถานการณ์ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นไปอีก สำหรับบางประเทศที่มีขนาดใหญ่อย่าง สเปน และอิตาลี ซึ่งถือแนวคิดที่ว่าอำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศไม่สมควรให้คนภายนอกมาท้าทายหรือเข้ามาจุ้นจ้าน
ทั้งนี้ นอกจากจะไม่มีเงินและไม่สามารถเข้าไปตั้งกฎเงื่อนไขกับบรรดารัฐบาลในยุโรปได้อย่างเต็มที่แล้ว ความยากอีกประการหนึ่งของไอเอ็มเอฟก็คือ การที่บางประเทศในยุโรปยังคงเป็นสมาชิกรายใหญ่ที่ให้เงินสนับสนุนและมีสิทธิมีเสียงค่อนข้างมากในไอเอ็มเอฟ
เรียกได้ว่า ค่อนข้างมีอิทธิพลกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศพอสมควรและการพูดความจริง ทำตามกฎกับสมาชิกกิตติมศักดิ์เหล่านี้ ค่อนข้างจะเป็นการท้าทายไม่ใช่น้อย
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บทบาทหน้าที่ของไอเอ็มเอฟในปัจจุบัน จึงยิ่งคลุมเครือและขาดความชัดเจนหนักขึ้น กระทั่ง คริสตินลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนไอเอ็มเอฟต้องรีบออกมาสยบความกังขาที่จะสั่นคลอนความเป็นกลาง และเป็นอิสระขององค์กรระหว่างประเทศด้วยการยืนยันว่า ไอเอ็มเอฟจะทำหน้าที่ตามที่สมควรต้องทำ
“เราไม่ใช่คนที่จะตอบตกลงทุกอย่างกับยุโรป หรือโอเคทุกเรื่องกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)” ลาการ์ด ย้ำต่อหน้าผู้แทน 188 ประเทศสมาชิกทั่วโลก เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของไอเอ็มเอฟ และรับรองว่าเงินที่ทางสมาชิกร่วมลงขันกันนี้จะไม่มีทางนำไปใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองโดยเด็ดขาด
ทั้งนี้ ด้วยข้อจำกัดของไอเอ็มเอฟซึ่งอยู่ในสภาพเงินพร่อง เงื่อนไขบทบาทขององค์กรที่มีแนวโน้มลดลง และความท้าทายในความเป็นกลาง ส่งผลให้บรรดาผู้รู้ผู้ชำนาญการและนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งพากันคาดการณ์บทสรุปที่พอจะเป็นไปได้ สำหรับการทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือปัญหาเศรษฐกิจของบรรดาประเทศต่างๆ ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสำคัญหลายแห่งของยุโรปของผู้ให้กู้รายใหญ่ของโลกไว้ 3 แนวทางด้วยกัน
รูปการณ์แรกคือ ไอเอ็มเอฟสามารถบังคับใช้กฎเกณฑ์ตามข้อตกลงที่มีร่วมกันได้ แม้ข้อตกลงที่เกิดขึ้นนั้น ไอเอ็มเอฟจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการคิดหรือออกทุนใดๆ เลย ซึ่งท้ายที่สุดจะผลักดันให้ไอเอ็มเอฟต้องเสี่ยงแขวนชะตากรรมความรับผิดชอบของตนเองไว้กับแผนการของคนอื่น
รูปการณ์ที่สองคือ ไอเอ็มเอฟรับหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจาเงื่อนไขของการให้เงินช่วยเหลือ และกำกับดูแลให้โครงการช่วยเหลือเป็นไปตามเงื่อนไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยเป็นแนวทางที่คล้ายคลึงกับที่ไอเอ็มเอฟเคยลงมือทำมาแล้วในบรรดานานาประเทศในแอฟริกาเมื่อปี 2548 ซึ่งสถานการณ์ในขณะนั้น ประเทศแถบแอฟริกาเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องได้รับเงินช่วยเหลือใดๆ จากไอเอ็มเอฟแม้แต่น้อย เพียงแต่ต้องการการรับรองในนโยบายการเงินต่างๆ ของตนเองจากไอเอ็มเอฟ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากการลงทุนและตลาด
รูปการณ์สุดท้ายคือ ไอเอ็มเอฟมีส่วนร่วมกับการควักเงินให้ความช่วยเหลือและเป็นผู้แทนเจรจาเงื่อนไข และกำกับดูแลให้กฎระเบียบต่างๆ ได้รับการปฏิบัติตาม โดยเป็นหน้าที่เหมือนเช่นที่ไอเอ็มเอฟกระทำกับกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส
อย่างไรก็ตาม แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะมีขนาดใหญ่ และมีจำนวนสมาชิกถึง 188 ประเทศทั่วโลก ที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้าง รวมถึงให้ความร่วมมือกับทางไอเอ็มเอฟแบบไม่เต็มที่ แต่เกือบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าวิถีทางดังกล่าวจะใช้ได้ผลดีหรือไม่
เนื่องจากคำถามสำคัญที่จะต้องควานหาคำตอบไม่ได้อยู่ที่ความยากง่ายในการดำเนินบทบาทหน้าที่ของไอเอ็มเอฟเพื่อแก้ปัญหา แต่อยู่ที่เงื่อนไขทางการเมืองภายในของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรปและสหรัฐในปัจจุบัน
เพราะตราบใดที่สองขั้วชนวนวิกฤตเศรษฐกิจของโลกยังไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองและเดินหน้าบรรลุข้อตกลง เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่มีร่วมกันอย่างจริงจัง ตราบนั้น ภาวะการฟื้นตัวโดยรวมก็ยังคงเป็นเรื่องไกลลิบพอๆ กับที่ภาวะถดถอยซบเซาทั่วโลกชัดเจนแน่นอนมากยิ่งขึ้น







