posttoday
จีนลุยกระตุ้นรอบใหม่ ถึงเวลาอัดเงินพยุงศก.ชาติ

จีนลุยกระตุ้นรอบใหม่ ถึงเวลาอัดเงินพยุงศก.ชาติ

10 ตุลาคม 2555

หลังจากที่โดนหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจมาถึง 2 วันติดต่อกัน ทั้งจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

หลังจากที่โดนหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจมาถึง 2 วันติดต่อกัน ทั้งจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่าเศรษฐกิจแดนมังกรจะชะลอตัวลงแรงกว่าที่คาดไว้ ในที่สุดจีนจึงอั้นไม่ไหวต้องปล่อยมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจรอบใหม่ออกมากระตุ้นตลาดการเงินให้ได้คึกคักกันอีกครั้ง

ในรอบนี้ธนาคารกลางจีนดำเนินการอัดฉีดไป 2.65 แสนล้านหยวน (ราว 1.29 ล้านล้านบาท) ในโครงการซื้อคืนพันธบัตรเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ซึ่งนับเป็นการอัดฉีดครั้งที่ 2 ของธนาคารกลางในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน จากการเพิ่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบไป 2.9 แสนล้านหยวน เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่เพิ่งผ่านมา เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมในประเทศลง

นับเป็นสัญญาณชี้ชัดที่ดีว่า แม้จะไม่มีกระสุนเงินอัดฉีดแบบนัดเดียวจอด 4 ล้านล้านหยวน เหมือนเมื่อ 3 ปีก่อนตามที่จีนประกาศลั่นมาแล้วหลายครั้ง ทว่ารัฐบาลจีนก็จะไม่มีทางปล่อยให้เศรษฐกิจแดนมังกรต้องซบเซาลง “เร็ว” และ “แรง” เกินกว่าที่จะรับได้ จนสร้างแรงกระเพื่อมให้ประเทศในเวลานี้อย่างแน่นอน

ปัจจัยภายในนั้นเป็นเพราะจีนไม่ต้องการให้มีปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองก่อนการประชุมใหญ่สภาประชาชนจีน เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์คนใหม่ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ หลังจากที่เพิ่งเกิดแรงกระเพื่อมไปหมาดๆ ระหว่างฝ่ายปฏิรูปซึ่งกุมอำนาจในปัจจุบันกับฝ่ายซ้ายจัดจากกรณีของอดีตนักการเมืองชื่อดัง ป๋อซีไหล

จีนลุยกระตุ้นรอบใหม่ ถึงเวลาอัดเงินพยุงศก.ชาติ

ส่วนปัจจัยภายนอกนั้น จีนหรือแม้แต่ประเทศส่วนใหญ่ในเวลานี้ย่อมรู้ดีว่าไม่อาจพึ่งพิงประเทศอื่นๆ เพื่อเกื้อหนุนเศรษฐกิจในประเทศได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เนื่องจากกลุ่มประเทศร่ำรวยต่างก็ประสบกับปัญหา ดังนั้นการดำเนินมาตรการกระตุ้นจากภายในทั้งในด้านนโยบายการคลังและการเงิน จึงเป็นทางออกเฉพาะหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพยุงเศรษฐกิจของจีนไม่ให้ซบเซาลงแรงจนกลายเป็นฮาร์ดแลนดิง

เพราะไม่ใช่แค่เวิลด์แบงก์ที่ปรับลดคาดการณ์ของจีนในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 7.7% จากเดิม 8.1% หรือไอเอ็มเอฟ ที่ลดคาดการณ์จีดีพีของจีนลงมาอยู่ที่ระดับ 7.8% จาก 8.2% ทว่าบรรดาตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนเอง ทั้งในภาคการผลิต การบริการ และการส่งออก ต่างก็เผชิญภาวะซบเซาลงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาส 2–3 ในปีนี้

จีนเองนั้นเริ่มปรับเปลี่ยนท่าที หันมาตั้งรับกับปัญหาเศรษฐกิจโลกอย่างจริงจังมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2011 เป็นต้นมา จากการปรับลดสัดส่วนการกันสำรองความเสี่ยงของภาคธนาคารพาณิชย์ลงครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อเดือน ธ.ค. 2011 และปรับลดตามมาอีก 2 ครั้ง ในเดือน ก.พ. และ พ.ค. ครั้งละ 0.5%

ทว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งได้เพิ่มระดับความเข้มข้น หันมาดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังทั้งทางด้านการเงินและการคลังในช่วงครึ่งปีหลังมานี้ ท่ามกลางวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะยุโรปซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงง่ายๆ

ธนาคารกลางจีนได้เพิ่มความเข้มข้นของการผ่อนปรนทางการเงินขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐเมื่อปี 2008–2009 เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. โดยลดลง 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 3.25% และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมลดลงมาอยู่ที่ 6.31%

ธนาคารกลางจีนยังสร้างความประหลาดใจตามมาติดๆ ด้วยการประกาศหั่นอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 2 ตามมาในเวลาห่างกันไม่ถึง 1 เดือน โดยลดลงอีก 0.25% เมื่อวันที่ 6 ก.ค.

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้เดินหน้ากระตุ้นทางการคลังไปพร้อมกันด้วย โดยประกาศมาตรการกระตุ้นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศอีก 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการอัดฉีดทางการคลังครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการประกาศงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านหยวน เมื่อปี 2009 โดยในครั้งนี้คณะกรรมาธิการเพื่อการปฏิรูปและการพัฒนาแห่งชาติ ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างถึง 60 แห่ง อาทิ ถนน ทางรถไฟ ท่าเรือ และสนามบิน ซึ่งการกระตุ้นในครั้งนั้นส่งผลให้ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปรับตัวขึ้นทันทีถึง 3.7%

โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน เปิดเผยชัดเจนในบทความลงนิตยสารไชนา ไฟแนนซ์ ฉบับล่าสุดว่า เศรษฐกิจจีนยังคงต้องได้รับการสนับสนุนทางด้านนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางจีนจะยังคงกำกับดูแลให้นโยบายการเงินมีความยืดหยุ่นต่อไป และพร้อมจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทันทีเพื่อสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัจจัยลบภายนอกที่ยังคงรุมเร้าอยู่

จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารจีนจะเดินเกมรุกหนักขึ้นมากกว่าแค่ลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปีนี้ ด้วยการอัดฉีดทุนครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ 2.9 แสนล้านหยวน (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ระบบการเงินในประเทศ เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ผ่านทางโครงการซื้อคืนพันธบัตร

การอัดฉีดเพิ่มสภาพคล่องในระบบยังดำเนินต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาห่างกันไม่ถึง 3 สัปดาห์ โดยอัดฉีดรอบล่าสุด 2.65 แสนล้านหยวน เมื่อวันที่ 9 ต.ค. เพื่อดึงต้นทุนการกู้ยืมในประเทศของบริษัทและกิจการต่างๆ ให้ถูกลงมา และเพื่อให้มั่นใจว่าสภาพคล่องในระบบการเงินของจีนจะไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งการ สร้างหลักประกันการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับธุรกิจในประเทศนั้น ถือเป็นการช่วยต่อลมหายใจชั้นดีให้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีสายป่านเงินทุนสั้น ในยามที่ภาคการส่งออกเผชิญปัญหายอดคำสั่งซื้อหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีหมัดฮุกอัดเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว เพราะอาจก่อให้เกิดฟองสบู่สินทรัพย์และภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่ขึ้นมา แต่ก็เชื่อได้ว่าจีนจะค่อยๆ ปล่อยหมัดแย็บกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลงอย่างนิ่มนวลและค่อยเป็นค่อยไปที่สุดแบบซอฟต์แลนดิง ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องยอมรับได้

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน