
ฟรีเตอร์
กลายเป็นประเด็นร้อนไปแล้วหลังตัวเลขว่างงานสหรัฐล่าสุด ลดฮวบอย่างหักปากกาเซียนทุกสำนัก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
กลายเป็นประเด็นร้อนไปแล้วหลังตัวเลขว่างงานสหรัฐล่าสุด ลดฮวบอย่างหักปากกาเซียนทุกสำนัก
ใครจะเชื่อว่าจะลดฮวบถึงขั้นต่ำกว่า 8% และยังเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินเมื่อปี 2008 ในเมื่อเศรษฐกิจอเมริกาวันนี้ยังไม่ได้ดีอย่างที่คิด และแน่นอนว่าเงินกระตุ้น คิวอีรอบ 3 ก็ไม่น่าส่งผลเร็วติดจรวดเช่นนี้
การที่ตัวเลขว่างงานลดลงจึงไม่ได้เป็นเพราะคนได้งานเพิ่ม แต่เป็นเพราะคนอเมริกันเลิกคิดที่จะหางานกันแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็หันไปหางานพาร์ตไทม์กันมากขึ้น ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่คนว่างงานตามสารบบ
เห็นแล้วทำให้นึกไปถึงปัญหาการว่างงานใน “ญี่ปุ่น” ซึ่งสหรัฐอาจกำลังเดินตามรอยเดียวกันนี้อยู่
ญี่ปุ่นเคยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก หรือที่หลายคนเรียกว่า (สอง) ทศวรรษที่หายไป ในช่วง 1991-2000s ซึ่งเกิดภาวะเงินฝืด ต้องเสียตำแหน่งเขตเศรษฐกิจเบอร์ 2 ให้จีนไป และยังถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหวพร้อมสึนามิเมื่อปีที่แล้ว
ทว่าอัตราการว่างงานของญี่ปุ่นกลับอยู่ที่ราว 4.2% เท่านั้น ทั้งที่ภาคการผลิตของญี่ปุ่นย้ายฐานหนีออกนอกประเทศกันไปตั้งนานแล้ว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรัฐไม่ได้รวมเอาพวก “ฟรีเตอร์” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจ้างงานด้วย
ฟรีเตอร์ คือ พวกที่ทำงานพาร์ตไทม์ในญี่ปุ่น ยกเว้นกลุ่มแม่บ้านและนักเรียน นักศึกษา หรือบางคนอาจไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันด้วยซ้ำ โดยอาศัยอยู่กับพ่อแม่เหมือนตอนที่ยังเรียนอยู่ แม้แรกเริ่มเดิมทีนั้นฟรีเตอร์จะเป็นกลุ่มคนที่รักอิสระและไม่ต้องการคร่ำเคร่งเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ในเวลาต่อมา คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยกลับต้องกลายเป็นฟรีเตอร์มากขึ้นทั้งที่ชอบและจำใจต้องเป็น เพราะไม่มีตำแหน่งงานให้ทำ
ไม่ใช่เพราะงานไม่มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หลายครั้งนายจ้างก็เลือกที่จะจ้างงานเด็กจบมัธยมปลาย หรือสายอาชีวะ มากกว่าจบปริญญาตรี เพราะค่าแรงต่ำกว่าจะได้ลดต้นทุน และบริษัทส่วนใหญ่ก็ยังชอบคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กจบใหม่ด้วย ทำให้จำนวนฟรีเตอร์ราว 5 ล้านคนเมื่อปี 1982 เพิ่มขึ้นเป็น 4.17 ล้านคนในปี 2001 ซึ่งผลสำรวจบางสำนักยังคาดว่าอาจทะลุไปถึง 10 ล้านคนภายในปี 2014
หากอยากรู้เรื่องของฟรีเตอร์ในญี่ปุ่น ลองหาหนังเรื่อง Freeter, Ie o Kau ที่มี นิโนมิยะ ของวงอาราชิ มาดู เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ ของสังคมญี่ปุ่นส่วนหนึ่งได้
แต่ถ้าอยากรู้ว่าฝั่งอเมริกาจะกลายเป็นฟรีเตอร์กันมากขึ้นตามหลังญี่ปุ่นหรือไม่นั้น อาจต้องรอดูหลังเลือกตั้งเดือน พ.ย.นี้
บางทีรัฐบาลอาจกล้าพูดมากขึ้นว่า ปัญหาว่างงานอเมริกันนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไรภายใต้ตัวเลข 7.8%







