posttoday
จำนำข้าวปลิดวิญญาณ

จำนำข้าวปลิดวิญญาณ

06 ตุลาคม 2555

สมัยที่เป็นวัยรุ่นช่วงเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ราวเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

สมัยที่เป็นวัยรุ่นช่วงเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ราวเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนติดนิยายกำลังภายในงอมแงม ทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาวบู๊ลิ้มของจีน สมัยนั้นแต่ละเรื่องเขาพิมพ์ออกมาเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค (สะกดตามแนวคิดของราชบัณฑิตยสถานที่น่าจะมีเวลาว่างมาก) ชุดละเป็นสิบๆ เล่ม จึงต้องอ่านทั้งวันทั้งคืน เพราะเสพติดในสำนวนและเนื้อเรื่องจนวางไม่ลง

มีเรื่องหนึ่งที่จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว แต่ในเรื่องพระเอกมีอาวุธวิเศษอยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ “ดาบปลิดวิญญาณ” เป็นดาบโบราณที่ได้รับสืบทอดติดต่อกันมาเป็นร้อยๆ ปี และกินเลือดหรือคร่าชีวิตผู้คนมาแล้วเป็นพันๆ ในเรื่องนั้นเหล่าร้ายบางคนเพียงได้ยินชื่อว่ากำลังต่อสู้กับดาบเล่มนี้ก็ยอมแพ้ หรือบางคนก็เป็นลมสิ้นสมประดี ดังสำนวนในเรื่องที่กล่าวถึงดาบเล่มนี้ว่า “ยินชื่อก็หมอบราบ เห็นคมดาบก็สิ้นใจ” (แต่ยังสู้หนังซามูไรไม่ได้ เพราะพี่ยุ่นแกฟันซ้ายตายขวา อิ อิ)

นโยบายจำนำข้าวเปลือกของคุณยิ่งลักษณ์ก็เข้าทำนองนี้ คือคนที่อยู่ในวงการบู๊ลิ้ม เอ๊ย วงการค้าข้าว เพียงได้ยินชื่อนโยบายนี้ประกาศออกมาก็ลมจับแล้ว ครั้นพอได้เห็นกระทรวงพาณิชย์ก้มหน้าหลับตาผลักดันนโยบายนี้อย่างถูลู่ถูกังก็แทบจะสิ้นใจแทนรัฐบาลไปในทันที แต่ที่ผู้เขียนเห็นว่านโยบายนี้โหดเหี้ยมมากก็คือ การทำลายวัฒนธรรมในการปลูกข้าวและวิถีชีวิตอันสุขสงบของชาวนาไทย คือปลิดวิญญาณสังคมไทยที่อยู่กันมาได้อย่างร่มเย็นนับพันๆ ปีนั้นในที่สุด

จิตวิญญาณที่ว่านี้ก็คือจิตวิญญาณของความสัตย์ซื่อ ความสามัคคี ความพอเพียง และเมตตาธรรม ที่ด้วยนโยบายประชานิยมแบบนี้กำลังกลบฝังจิตวิญญาณดังกล่าว

ตระกูลของผู้เขียนเป็นชาวนา ทุกวันนี้ลุงป้าน้าอาหลายคนก็ยังทำนาอยู่ ผู้เขียนเคยเป็นชาวนาในฐานะ “เด็กเลี้ยงควาย” อยู่ทางภาคอีสานเกือบ 4 ปี ระหว่างที่เรียนชั้น ป.1 ถึง ป.4 (เพราะเหตุที่ยังเป็นเด็กเกินไปจึงเป็นได้แค่เด็กเลี้ยงควาย แต่ก็เคยลงนาดำนาและเกี่ยวข้าวอยู่บ้าง) สมัยนั้น (พ.ศ. 2507-2510) ในตำราสังคมศึกษายังเขียนไว้ว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ” มีตัวเลขเป็นสถิติไว้ว่า ร้อยละ 80 ของคนไทยมีอาชีพทำนา สินค้าส่งออกอันดับ 1 คือ ข้าว และรองลงมาคือ ดีบุก (ที่ปัจจุบันนี้เด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งคิดว่ามันคือหัวพืชชนิดหนึ่ง เรียกว่า “หัวบุก” ที่เอามาทำเป็นสารลดความอ้วน) ตอนนั้นนาของปู่และย่ามีอยู่ 25 ไร่ ปลูกข้าวได้พอกินไปทั้งปีสำหรับคนในครอบครัวจำนวน 8 คน และมีเหลือขายได้บ้าง จำได้ว่าเป็นเงินในแต่ละปีราว 1,000 บาทเศษ ในขณะที่ข้าวสารที่คนกรุงสมัยนั้นซื้อกินมีราคาถังละ 20 กว่าบาท (1 ถัง มี 20 ลิตร หรือ 15 กิโลกรัม เท่ากับข้าวถุง 3 ถุงสมัยนี้ที่มีราคาถุงละ 150-200 บาท)

ใน พ.ศ. 2518 รัฐบาลยุคนั้นมีนโยบายประกันราคาพืชผล โดยข้าวเปลือกประกันที่ตันละ 2,500 บาท วัตถุประสงค์ก็บอกว่าเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาให้มีฐานะดีขึ้น (ซึ่งนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ให้อภิปรายนำเสนอนโยบายนี้ต่อสภาว่า ก็ไหนเรียกชาวนาว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ปล่อยให้กระดูกสันหลังนี้พิการหรือผุมาโดยตลอด เพื่อตอบโต้กับฝ่ายค้านที่โจมตีว่าเป็นนโยบายเพ้อฝันหลอกลวงชาวนา)

จำนำข้าวปลิดวิญญาณ

 

ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของชาวนาเป็นอย่างมาก เพราะในครั้งนั้นข้าวส่วนใหญ่จะขายกันอยู่ที่ตันละพันกว่าบาท ในขณะที่ต้นทุนอยู่ระหว่าง 1,800-2,000 บาท ชาวนาขยันทำนามากขึ้น ว่ากันว่า การทำนาปีละ 23 ครั้งก็เริ่มทำกันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ครั้งนั้น และสินค้าที่ขายดีในยุคเดียวกันก็คือ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ทีวี และตู้เย็น จนทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของสินค้าเหล่านี้ในที่สุด

จากนั้นทุกรัฐบาลก็พยายามที่จะเอาใจชาวนามาโดยตลอด โดยมีนโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่าง “การรับจำนำ” กับ “การประกันราคา” จนงงกันไปหมด แต่ชาวนาดูเหมือนจะชอบการรับจำนำมากกว่า เนื่องจากได้เงินทันทีที่เอาข้าวไปฝาก แม้จะได้ราคาดีบ้างหรือไม่ดีบ้าง (แล้วแต่ฐานะทางการเงินของรัฐบาล) เพราะไม่ขายก็ไม่มีอะไรกิน ในขณะที่การประกันราคาจะมีขั้นตอนยุ่งยาก ต้องต่อล้อต่อเถียงกับเถ้าแก่ที่รับซื้อเรื่องคุณภาพและความชื้น ที่สำคัญถ้าไม่มีพรรคมีพวกก็ได้เงินล่าช้า รวมทั้งกฎระเบียบหยุมหยิม

ดังนั้น เราจึงเห็นว่ารัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์จึงตัดความยุ่งยากทั้งหลายออกไปหมด เริ่มต้นคือรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาเท่ากัน 1.5 หมื่นบาทต่อตันทุกสายพันธุ์ (ถ้าใครขายได้ราคาดีกว่านี้ เช่น คนที่ปลูกข้าวหอมหรือข้าวอินทรีย์ที่มีตลาดของตัวเองก็ไปขายเอาเอง) บางทีไม่ต้องเห็นข้าว เอาเป็นว่ามีตัวเลขมาแจ้งก็เอาเงินไปได้เลย (แล้วค่อยให้ DSI ไปไล่จับเอาทีหลัง)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลเพิ่งจะอนุมัติขอต่อโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนี้ไปอีก 1 ปี โดยคาดว่าจะใช้เงินราว 3 แสนล้านบาท ในขณะที่ในปีที่ผ่านมาใช้เงินไปแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท โดยที่รัฐมนตรีพาณิชย์แถลง (ให้อ่านว่า ถะแหลง อย่าอ่านว่า แถลง เพราะ “แถ” มีความหมายไม่ดี) ว่ารัฐจะได้เงินคืนอย่างแน่นอน หรือถ้าขาดทุน (ในภาษาของท่านรัฐมนตรีเรียกว่า “เสียหาย”) ก็เสียหายไม่เกินไปกว่าที่รัฐบาลก่อนทำมา (คือการรับประกันราคาข้าวที่ว่ากันว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์เมื่อชุดที่แล้วนั้นต้องควักเนื้อราว 78 หมื่นล้านบาท)

อ๋อ ถ้าเสียหายเท่ากันเขาไม่เรียกว่า “...บหาย” กระนั้นหรือท่าน

ในข่าวยังแจ้งว่าท่านรัฐมนตรีไม่ยอมเปิดหรือเอาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศมาแสดง โดยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า ในขณะที่พ่อค้าผู้ส่งออกเองก็ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะมีสัญญาการซื้อขายจริง พร้อมทั้งไม่เชื่ออีกว่ารัฐบาลจะระบายข้าวจำนวนนับสิบๆ ล้านตันนั้นได้ อย่างที่มีสื่อต่างประเทศรายงานว่า ปีหน้าประเทศไทยจะมีข้าวในสต๊อกถึง 30 ล้านตัน หรืออย่างที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจะ “...บหาย” หลายแสนล้านบาท

การทำให้ชาวนา (และเห็นว่าจะทำกับชาวไร่และชาวสวนต่อไปอีกด้วย) มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทำ แต่ควรทำด้วยความ “พิเคราะห์” (Analytical Thinking = การคิดอย่างละเอียด รอบคอบ และชาญฉลาด) โดยเฉพาะต้องพิเคราะห์ถึง “ด้านลบ” หรือความเสียหายจากนโยบายนั้นๆ ด้วย เช่น จะเป็นการส่งเสริมให้ชาวนามักง่ายหรือไม่ ที่สามารถได้เงินง่ายๆ ปลูกข้าวอะไรก็ได้ราคาเท่ากัน ยิ่งเดี๋ยวนี้บางพื้นที่มีภัยน้ำท่วมเป็นประจำ ก็ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าว แค่วัดพื้นที่ คำนวณความเสียหายและจ่ายเงินกันได้เลย ก็ยิ่ง “ง่าย” กันไปใหญ่ ที่สำคัญชีวิตที่เคยโอบอุ้มช่วยเหลือกัน วัฒนธรรมของชุมชนหมู่บ้านที่เคยรักสามัคคีกันก็อาจจะสึกกร่อน ด้วยความอิจฉาริษยาและละโมบที่จะได้เงินทองมาง่ายๆ

รัฐบาลกำลังสร้างวัฒนธรรมในการ “รับเงิน” มากกว่าการ “หาเงิน” คนไทยในทุกวันนี้ถูกรัฐบาลทุนนิยม (บางค่ายที่ไม่ชอบรัฐบาลก็เต็มคำว่า “สามานย์” เข้าไปอีก) สอนให้ “นั่งรอขอกิน” มากกว่าที่จะรู้จัก “ทำมาหากิน” อย่างที่พ่อแม่สอนๆ กันมา ในขณะเดียวกันเมื่อมีผู้ออกมาตักเตือนแนะนำก็ไม่รับฟัง จนเขาต้องไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กระทั่งวันก่อนที่มีคนจำนวนหนึ่งไปปิดล้อมสถาบันของอาจารย์ที่เป็นแกนนำที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลก็นิ่งเงียบไม่กล้าประกันความปลอดภัยให้กับคณะบุคคลที่หวังดีต่อประเทศชาติดังกล่าว

สมัยนี้ชาวนาเห็นปูอาจจะดี๊ด๊าดีใจเพราะเธอชอบเอาเงินมาแจก แต่สมัยก่อนชาวนาถ้าเห็นปูในนาเขาจับไปอ่อมไปแกง หรือใส่ส้มตำ หรือสับให้เป็ดกินหมดแล้วครับท่าน

เพราะปูชอบกัดต้นข้าวที่กำลังงอกงามทั่วท้องนานั้น

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว