
กรุงเทพฯเสี่ยงฝนยาวถึงพ.ย.
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนาเปิดโลกลานเกียร์
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนาเปิดโลกลานเกียร์ “ไขปริศนา สถานการณ์น้ำปี 2555 กับน้ำท่วม กทม.” โดยมีตัวแทนอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าร่วม
สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์ขณะนี้มีฝนลงมาที่ 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล โดยในปีนี้มีนโยบายจะแบ่งน้ำให้น้ำในเขื่อนให้เหลือ 25% ลงทุ่ง 25% และระบายน้ำออกทะเล 10% ซึ่งแผนทั้งหมดได้ดำเนินการไปแล้ว 50% ประกอบกับปีนี้มีฝนตกเฉลี่ยเพียง 20% น้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่มีถึง 40% ดังนั้นถ้าเกิดน้ำท่วมจริงๆ จะมีความรุนแรงลดลง
“ถ้าพายุเข้าเหนือเขื่อนถือว่าเป็นโอกาสดีมาก แต่ฝนกลับตกใต้เขื่อนมาก กว่าเหนือเขื่อน เพราะเขื่อนใหญ่ยังมีน้ำอยู่ราว 67% เท่านั้น เขื่อนสิริกิติ์มีแนวโน้ม ที่ดีขึ้น แต่เขื่อนภูมิพลคงไม่ดีกว่านี้แล้ว จึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้งในต้นปีหน้าอยู่ ส่วนพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมอย่าง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และ แถบ อ.บางบาล เสนา และผักไห่นั้น น้ำอาจท่วมต่อนานถึง 2 เดือน” สุจริต กล่าว
นอกจากประเทศไทยจะเผชิญกับพายุโซนร้อนแกมีที่จะเคลื่อนผ่านประเทศไทยแล้ว ร่องความกดอากาศต่ำก็จะอยู่ในบริเวณนี้ต่อไป ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีพายุก่อตัวขึ้นอีก 2 ลูก และจะส่งผลกระทบต่อ กทม.ด้วย แต่จะไม่ท่วมขังนาน
“ต่อจากนี้ไปจะเป็นหน้าฝนจริงๆ ของประเทศไทย และจะยาวไปถึงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งน่าเป็นห่วง เนื่องจากระดับน้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้น โดยปกติเราจะระบายน้ำให้สิ้นสุด 30 ต.ค. แต่ปีนี้จะยาวไปถึงเดือน พ.ย. ซึ่งจะระบายน้ำยากมาก วันที่ระดับน้ำฝนสูงสุดจะอยู่ที่วันที่ 15 ต.ค.” สุจริต กล่าว
สุจริต ยังกังวลว่าปริมาณฝนที่ตกด้านเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา จะลงมากระทบกับบริเวณทุ่งรังสิต จ.ปทุมธานี และจะลงมาเป็นภาระให้กับ กทม.ต่อไป ประกอบกับปริมาณฝนที่มีมากจะส่งผลกระทบต่อบริเวณริมคลองสองวาและคลองสามวา พื้นที่ติดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เขตคลองสามวา ประเวศ มีนบุรี รวมถึงจะกระทบกัเขตลาดพร้าว พระโขนง และพื้นที่ด้านตะวันออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ
ส่วนฝั่งตะวันตก ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ใกล้คลองพระยาราชมนตรี คลองพิทยาลงกรณ์ คลองทวีวัฒนา และเขตบางแค ในช่วงต่อจากนี้ไปใน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามทั้งสองฝั่งจะไม่เกิดพื้นที่ท่วมขังนาน เนื่องจากเป็นเพียงผลกระทบจากน้ำฝน ไม่ใช่จากน้ำเหนือหลาก
ขณะที่ประสิทธิภาพการระบายน้ำของ กทม.ฝั่งตะวันออกที่มีปัญหาโต้เถียงกันว่าระบายน้ำไปได้น้อยนั้น กทม.มีเครื่องสูบน้ำเพียงพอในการระบายน้ำลงคลอง 1314 และแม่น้ำบางปะกง แต่น้ำในคลองไหลช้าและไม่ทันเครื่องสูบ ทำให้น้ำท่วมขังด้านเหนืออยู่หลายพื้นที่ จึงต้องเร่งใช้เครื่องผลักดันน้ำให้น้ำเข้าเครื่องสูบได้เร็วยิ่งขึ้น
ด้านตะวันตกสถานการณ์ตรงกันข้ามกัน เนื่องจากมีสภาพคลองที่กว้างขวางและพร้อมระบายน้ำได้ แต่มีปริมาณเครื่องสูบไม่เพียงพอ ซึ่งอาจต้องแก้ด้วยการเพิ่มเครื่องสูบขนาดใหญ่ หรือหาพื้นที่รับน้ำบางส่วนก่อนสูบออก
ด้าน กังวาฬ ดีสุวรรณ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบหลัก สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า ระดับใน กทม.อยู่ในระดับตั้งแต่ 02 ม. เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งแบ่งเป็นแอ่ง พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ต่ำเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวดูดซึมน้ำหายไป
ฉะนั้น แนวคิดที่จะให้ปล่อยน้ำเข้า กทม.เพื่อช่วยรองรับน้ำจากพื้นที่นอกคันกั้นน้ำนั้นเป็นไปไม่ได้ หากปล่อยเข้ามาใน กทม.ก็จะท่วมพื้นที่เศรษฐกิจทันที ในระดับ 1.52 เมตร และคำถามสำคัญก็คือ จะอพยพคน กทม.กว่า 10 ล้านคนไปไว้ที่ใด
กังวาฬ ยังได้กล่าวถึงการแก้ปัญหารุกล้ำคูคลองในเขต กทม.ว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังและแก้ได้ยาก เพราะนักการเมืองที่หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภา กทม. สมาชิกสภาเขตทุกสมัย ต่างก็หาเสียงกับชุมชนทั้งหมด จึงไม่สามารถไล่คนออกจากชุมชนริมคลองได้ กลายเป็นฐานเสียงของนักการเมืองไปทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพยายามให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเรื่องนี้ ดึงการเคหะเข้ามาหาที่อยู่ให้คนในเขตนี้ เพราะมติ ครม.ให้มหาดไทยเป็นโต้โผในการอพยพ และหาที่อยู่ใหม่ให้กับประชาชนที่อยู่ริมคลอง







