
เอเชียจุกวิกฤตยุโรป ภาคการผลิตเดินหน้าซึมยาว
ดิ้นหนีไม่รอด สลัดไม่หลุดเสียแล้ว สำหรับเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียที่จะไม่เจ็บตัวปวดใจไปกับสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาในปัจจุบัน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ดิ้นหนีไม่รอด สลัดไม่หลุดเสียแล้ว สำหรับเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียที่จะไม่เจ็บตัวปวดใจไปกับสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาในปัจจุบัน อันมีต้นเหตุมาจากปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรป ซึ่งสั่งสมบ่มเพาะเชื้อจนเรื้อรังได้ที่กับปัญหาการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐ ที่ยากเกินจะเยียวยาให้หายขาดได้ภายในอนาคตอันใกล้
หลักฐานยืนยันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศหลักๆ อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างปรับตัวลดลง ส่งสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วหน้า ขณะที่บางประเทศ เช่น จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ที่แม้เศรษฐกิจของประเทศยังคงสามารถเดินหน้าขยับขยายเติบโตต่อไปได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการขยายตัวในช่วงก่อนหน้า ก็เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าอัตราความเร็วของการเติบโตเริ่มชะลอตัวช้าลงเรียบร้อยแล้ว
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ ตัวเลขข้อมูล สถิติ รายงาน หรือผลสำรวจใดๆ ที่ทยอยออกมาในช่วงนี้หรือนับต่อจากนี้ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของเอเชียอยู่ในระดับที่เปราะบางและขาดภูมิต้านทานอย่างรุนแรง ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจของยูโรโซนจะเดินหน้าถดถอยต่อไป และมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐไม่อยู่ในสภาพที่ควรจะเรียกได้ว่าฟื้นตัวเต็มที่
ทั้งนี้ สัญญาณอันตรายของภาคอุตสาหกรรมเอเชียแรกสุดย่อมหนีไม่พ้นรายงานข้อมูลจากจีน เบอร์ 1 ของภูมิภาค และหมายเลข 2 ของโลกรองจากสหรัฐ ที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) หนึ่งในดัชนีสำคัญสำหรับการวัดความเคลื่อนไหวในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของแต่ละประเทศที่นักลงทุนจับตามองมากที่สุด ขยับเขยื้อนปรับเพิ่มได้น้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554
รายงานจากสำนักสถิติแห่งชาติ และสหพันธ์โลจิสติกส์และการซื้อจีน ระบุว่า ดัชนีพีเอ็มไอประจำเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.8 จาก 49.2 ในเดือน ส.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ และคาดหวังไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับปริ่มๆ 50 ซึ่งถือเป็นตัวเลขกำลังสวยในสายตานักลงทุน เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น
ข้อมูลรายงานข้างต้นสอดคล้องกับรายงานผลสำรวจของธนาคารเอชเอสบีซีที่เผยออกมาก่อนหน้าเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ระบุว่า กิจกรรมภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของจีนในเดือน ก.ย. จะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ขณะที่ยอดการสั่งซื้อสินค้าจากจีนถือได้ว่าต่ำที่สุดในรอบ 42 เดือน
ปราคาช ศักปาล นักวิเคราะห์จากไอเอ็นจีในสิงคโปร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าวิตกก็คือข้อมูลข้างต้นกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่เอ่ยเตือนกันมาตลอดว่าเศรษฐกิจของจีนมีสิทธิร่วงหนักดิ่งแรง (ฮาร์ดแลนดิง) อย่างไม่ต้องสงสัย
ทั้งนี้ นอกจากจีนที่โดนเศรษฐกิจโลกฉุดจนติดหล่มโคลนแล้ว ญี่ปุ่น พันธมิตรและคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของจีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน
ผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจประจำไตรมาสของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันดีในนามดัชนีทังคัง (Tankan) จากบรรดานักธุรกิจหรือผู้ประกอบการชั้นนำกว่าพันราย ปรับตัวร่วงลงมา 2 จุด อยู่ที่ระดับลบ 3 จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ลบ 1
แปลความได้ว่า ในมุมมองของนักธุรกิจและนักลงทุนแล้ว เศรษฐกิจของญี่ปุ่น โดยเฉพาะภาคการส่งออกซึ่งเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศ อยู่ในสภาพที่พึ่งพาไม่ได้และไม่น่าวางใจ โดยมีสิทธิชะงักยาวไปจนถึงเดือน มี.ค. 2556
ด้าน ฮิโรอากิ มุโต นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสุมิโตโม มิตซุย แอสเซต แมเนจเมนท์ ในกรุงโตเกียว ช่วยสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า ดัชนีทังคังสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการบริโภคสินค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศญี่ปุ่นอยู่ในสภาพอ่อนแรงมาก
ยิ่งเมื่อบวกกับการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเยนจากการแห่เข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ยิ่งทำให้ภาคการส่งออกของญี่ปุ่นติดขัดหนัก เนื่องจากสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ
ขณะเดียวกัน ประเทศเอเชียที่ร่วงตามกันมาติดๆ และถือเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกอย่างแท้จริง จนนักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนหนึ่งใช้เป็นตัววัดภาคการส่งออกของภูมิภาคเอเชียก็คือ เกาหลีใต้
เพราะแม้จะมีสินค้าขายดีตีตลาดทั่วโลก เช่น สมาร์ตโฟนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อซัมซุง หรือรถยนต์ยี่ห้อฮุนได แต่การส่งออกของเกาหลีใต้ไปยังยุโรปในเดือน ก.ย. ก็ร่วงลงแล้ว 5.1% ขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐลดลง 0.4%
เรียกได้ว่าเฉลี่ยรวมแล้วการส่งออกของเกาหลีใต้ปรับลดลงไปแล้ว 1.8% และเป็นการปรับลดเป็นเดือนที่ 7 จากทั้งหมด 9 เดือนในปีนี้
หันมาที่ละแวกใกล้เรือนเคียงประเทศไทยอย่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งตกอยู่ในสภาพบอบช้ำไม่แพ้กัน โดย อินโดนีเซีย ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอาเซียน ก็เผชิญหน้ากับยอดการส่งออกที่ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ในเดือน ก.ย. เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับภาคการผลิตของเวียดนามซึ่งหดตัวค่อนข้างแรงจน มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกต้องปรับเครดิตลงจาก บี1 เป็น บี2 เนื่องจากภาคธนาคารและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอ่อนแอ
นอกจากนี้ ยังไม่นับรวม ไต้หวัน ที่ดัชนีพีเอ็มไอล่าสุดระบุชัดว่าการส่งออกของประเทศหดตัวลงในระดับที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอของ อินเดีย แม้จะขยับขึ้นสวนทางกับหลายๆ ประเทศในเอเชีย จนช่วยให้เศรษฐกิจแดนภารตขยายตัวจนเห็นได้ชัดในเดือน ก.ย. ทว่าแนวโน้มของราคาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นกับยอดส่งออกที่คาดว่าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก ก็อาจทำให้อินเดียหนีไม่พ้นความเจ็บปวดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ นอกจากปัจจัยจากยุโรปและสหรัฐจะยังคงคุกคามเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียต่อเนื่องไปอย่างยาวนานสักระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่น่าวิตกมากที่สุดสำหรับเอเชียโดยรวมก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค
นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ไว้อย่างชัดเจนตรงกันว่า ความร้อนแรงที่ลดลงของจีนไม่ได้เป็นข่าวไม่สู้ดีเฉพาะกับพญามังกรเท่านั้น แต่ยังเป็นข่าวร้ายสำหรับบรรดาเพื่อนบ้านแวดล้อมที่หันมาผลิตเพื่อส่งออกให้จีนมากขึ้น แทนที่ตลาดในยุโรปและสหรัฐซึ่งกำลังถดถอยและซบเซาหนัก โดยยกตัวอย่างประเทศที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว เช่น สิงคโปร์ และไทย
กุนดี ชาห์ยาดี นักเศรษฐศาสตร์จากโอเวอร์ซี ไชนีส แบงกิง คอร์ป กล่าวว่า การคิดหรือแม้แต่คาดหวังว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในเร็ววันนี้ เนื่องจากหลายๆ ประเทศเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายหันมากระตุ้นการบริโภคภายในกันมากขึ้น ออกจะเป็นการด่วนตัดสินใจและมองโลกในแง่ดีจนเกินไป
เหตุผลก็เพราะการเติบโตในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาเซียน ได้รับการสนับสนุนทุ่มทุนเต็มที่จากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสาธารณูปโภค หรือนโยบายอุดหนุนต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่สามารถทำได้ตลอดไป ขณะที่การฟื้นตัวของภาคการส่งออกอย่างแข็งแกร่งยังมีความจำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียโดยรวมอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตลาดส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในขณะนี้ ก็ยังพอจะมีข้อดีให้เห็นอยู่บ้างตรงที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียตระหนักและตาสว่างเสียทีว่าไม่ใช่เวลาของการแตกแยกหรือแข่งขันชิงดีชิงเด่นเพื่อเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ควรหันหน้าเพื่อแสวงหาความร่วมมือจากกันและกันอย่างจริงจังและจริงใจ
เพราะแม้ไม่อาจทำให้รอดพ้นจากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่จะถาโถมเข้ามาอีกหลายระลอก แต่ก็ช่วยให้เจ็บตัวน้อยที่สุดเช่นกัน







