posttoday
สวะอุดทอตัน

สวะอุดทอตัน

30 กันยายน 2555

สภาพตรอก ซอก ซอย และถนนของกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน วิทยา ปะระมะ

สภาพตรอก ซอก ซอย และถนนของกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร-เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน เต็มไปด้วยน้ำท่วมขังเฉอะแฉะตลอดรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้คนกรุงตกอยู่ในอาการหัวเสีย ยิ่งหากถูกฝนกระหน่ำซัดในช่วงเวลาเร่งด่วน ยิ่งเร้าให้อารมณ์สุดแสนจะหงุดหงิด

“ตกนิดตกหน่อยก็ท่วมลอกท่อกันบ้างหรือเปล่า?” เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจคน อารมณ์ร่วมของสังคมคือ ความต้องการคำอธิบายและถามหาผู้รับผิดชอบ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะเจ้าของพื้นที่ถูกคาดโทษเป็นจำเลยที่ 1

สวะอุดทอตัน

 

เสียงบ่นอุบจากปากต่อปากดังเซ็งแซ่แพร่กระจาย จับความได้ล้วนแล้วแต่โขกสับระบบระบายน้ำของ กทม.อย่างสาดเสียเทเสีย

อย่างไรก็ดี หากมองอีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจ กทม. เพราะปริมาณน้ำฝนในเดือน ก.ย.นี้พุ่งสูงสุดในรอบปี ปริมาณน้ำฝนสูงกว่าเดือน ส.ค.กว่าเท่าตัว

เพื่อความชอบธรรม (ในการก่นด่าได้เต็มปาก) ควรทำความเข้าใจระบบระบายน้ำของ กทม.เสียก่อน

ลึกลงไปจากผิวถนนประมาณ 50 เซนติเมตร (ซม.) จนถึง 1 เมตร (ม.) คือที่อยู่ของ “ท่อน้ำ” ซึ่งเชื่อมต่อระโยงระยางมีความยาวทั้งสิ้น 6,500 กิโลเมตร (กม.) กลายเป็นอาณาจักรใต้ดินที่หลายคนไม่เคยรู้จัก แม้จะย่ำฝ่าเท้าเหยียบอยู่แทบทุกวัน

ท่อน้ำที่ฝังตัวอยู่แบ่งออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ท่อขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 40-60 ซม. ท่อขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลาง 80 ซม. และท่อขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 ม.

ทันทีที่ฝนหล่นเม็ดจากฟ้าน้ำจะพาเหรดไหลลงสู่ท่อผ่านรูยิบๆ ย่อยๆ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง น้ำที่ไหลผ่านรูนับแสนนับล้านรูเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบท่อ เริ่มจากท่อขนาดเล็กที่อยู่ในหมู่บ้าน ชุมชน จากนั้นจะเคลื่อนไปตามเส้นทางกระทั่งเข้าสู่ท่อขนาดกลาง ซึ่งฝังอยู่ใต้ตรอกซอยนอกหมู่บ้าน

สำหรับท่อขนาดกลางจะถูกฝังอยู่ลึกกว่าท่อขนาดเล็ก เพื่อให้น้ำสะดวกตามระดับความชันรองรับปริมาณน้ำที่จะเดินทางมาจากท่อเล็กๆ ในบริเวณนั้น

ท่อขนาดกลางจะเชื่อมต่อกับท่อขนาดใหญ่ ซึ่งฝังขนานกับแนวถนนสายหลัก น้ำจะถูกลำเลียงผ่านท่อขนาดใหญ่ไปใน 2 ลักษณะ หนึ่งหากพื้นที่ย่านนั้นมีความชันที่เพียงพอน้ำก็จะไหลสู่คลองย่อยหรือคลองหลักได้ทันที แต่หากพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับคลองน้ำจะถูกส่งไปยังบ่อสูบน้ำที่มีการติดตั้งเครื่องสูบไว้ แล้วจึงสูบลงคลองอีกที

ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบคลองตลอดเวลามีโอกาสก่อให้เกิดปัญหาการระบายไม่ทัน ทำให้บางพื้นที่ต้องก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ทำหน้าที่เหมือน “ทางด่วน” ลำเลียงน้ำจากคลองหลักตัดตรงลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาก่อนจะไหลออกทะเลในที่สุด

ปกติแล้วระบบท่อระบายน้ำของ กทม.จะรองรับน้ำฝนที่ตกได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร/ชั่วโมง (มม./ชม.)

หากปริมาณฝนตกระหว่าง 60-100 มม./ชม. จะทำให้น้ำท่วมขังและต้องใช้เวลาระบายน้ำประมาณ 2-3 ชม. แต่สถานการณ์ที่ กทม.กำลังเผชิญอยู่คือ ฝนตกหนักเกินกว่าจะสามารถควบคุมได้

ตามข้อมูลของ กทม. สถิติปริมาณฝนสะสมตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. อยู่ที่ 1,689 มม. แต่เฉพาะเดือน ก.ย.เพียงเดือนเดียว ตกมากถึง 825.5 มม. และหากนับเฉพาะระหว่างวันที่ 14-16 ก.ย.ที่ผ่านมา เพียง 3 วัน มีปริมาณฝนสูงถึง 300 มม. เฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่าวันละ 100 มม. ซึ่งแน่นอนว่าศักยภาพของระบบท่อไม่เพียงพอต่อการระบาย

สวะอุดทอตัน

 

ปริมาณน้ำฝนในเดือน ก.ย. ที่สูงถึง 825.5 มม.นั้น คำนวณเป็นปริมาณลูกบาศก์เมตรได้ประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

ถามว่าน้ำ 500 ล้าน ลบ.ม.มากเท่าใด ให้ลองจินตนาการว่ามีน้ำเกินครึ่งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เทลงใส่ กทม.โครมเดียว

นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางของระบบท่อระบายน้ำยังมีสิ่งปฏิกูล เศษสวะ ขยะ ไขมันครัวเรือนที่จับตัวเป็นก้อน และถุงพลาสติก กีดขวางอุดตันการระบายน้ำ รวมไม่ต่ำกว่า 20 ตันต่อวัน

ปัจจัยทั้งหมด จึงทำให้ระบบระบายน้ำ กทม.เป็นอัมพาต

ข้อโจมตีหนึ่งที่พุ่งตรงใส่ กทม. คือ ความล่าช้าในการลอกท่อ ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม. อธิบายว่าผู้รับผิดชอบในการลอกท่อมีทั้งส่วนของสำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขต โดยปกติแล้วจะลอกท่อปีละประมาณ 60% ของความยาวท่อทั้งหมด ปัจจุบันลอกแล้วเสร็จ 85.72% หรือประมาณ 3,787 กม. จากทั้งหมดที่ต้องขุดลอก 4,314 กม.

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ก.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ต้องขังได้ลอกท่อบริเวณหน้าสถานีหมอชิตเก่าพบก้อนหินขนาดใหญ่ เศษขยะ ขวดพลาสติกขวางทางน้ำจำนวนมาก ส่วนที่เขตมีนบุรีพบกระสอบทรายนับ 100 ถุง อุดอยู่ในท่อ

อย่างไรก็ตาม แม้จะลอกท่อได้อย่างเกลี้ยงเกลา แต่ในอนาคตหากฝนยังตกเกินปริมาณที่ระบบรับมือได้ ความเดือดร้อนแสนสาหัสจากน้ำท่วมขังก็ยังเกิดขึ้นต่อไป

หนึ่งในข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาที่ตรงจุดคือ การขยายขนาดท่อ จากที่รองรับน้ำฝนได้ 60 มม. ให้เป็น 80-100 มม. ซึ่งจะต้องใช้วิธีเปิดผิวถนนแล้วขุดท่อเก่าขึ้นมา จากนั้นเปลี่ยนท่อขนาดใหญ่กว่าเดิมลงไปแทนที่ ที่สำคัญจะต้องทำทั้งระบบคือ ขุดท่อตามแนวถนนสายหลักตลอดสาย แน่นอนว่าวิกฤตจราจรจะตามมาเป็นลูกโซ่

ที่สำคัญการขยายท่อจะทำได้เฉพาะช่วงเวลากลางคืนคือ ตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. เท่านั้น แน่นอนว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะแล้วเสร็จ นี่ยังไม่นับงบประมาณที่จะต้องทุ่มเพื่อการนี้อีกมหาศาล...ความเป็นไปได้ในการขยายขนาดท่อจึงมีน้อยมาก

อย่างไรก็ดี กทม.ก็มีแผนจะขยายท่อ โดยจะเลือกในพื้นที่รอบนอก ชานเมือง พร้อมกันนี้ยังมีแผนจัดสร้างอุโมงค์ยักษ์เพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง คือ ที่คลองบางซื่อ บึงหนองบอน และดอนเมือง

แต่กว่าจะถึงวันนั้นความวินาศสันตะโรจะยังดำรงอยู่ต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน