
อภิสิทธิ์เข้มรัฐสวัสดิการปลายทางคือเลือกตั้ง
เชื่อว่าจากนี้ไป รัฐบาลจะใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เข้มข้น ลงไปให้ถึงรากหญ้าให้ได้ หวังคะแนนเสียงให้สูงขึ้น เพื่อจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
เชื่อว่าจากนี้ไป รัฐบาลจะใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เข้มข้น ลงไปให้ถึงรากหญ้าให้ได้ หวังคะแนนเสียงให้สูงขึ้น เพื่อจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้วันนี้ปัญหาการเมืองยังหาทางออกไม่เจอว่าจะจบลงได้อย่างไร ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภา ลาออก หรืออยู่จนครบเทอมในอีกปีกว่าๆ ของรัฐบาลชุดนี้
แต่สุดท้ายที่ปลายทางก็คือ การเลือกตั้ง จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อศึกการเลือกตั้งระเบิดขึ้น ทุกพรรคการเมืองก็จะชูนโยบายของตัวเองขึ้นมาหาเสียง และแน่นอนว่านโยบายทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นหัวใจสำคัญของการชนะใจประชาชน หากทำให้คนอยู่ดีกินดีมีความสุข
แน่นอนว่าทางพรรคเพื่อไทยจะชูนโยบายประชานิยมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปูพื้นฐานไว้ต่อไป แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะชูนโยบายรัฐสวัสดิการขึ้นมาไว้ใช้ในการเอาชนะใจประชาชนในการหาเสียง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่านโยบายรัฐสวัสดิการนั้นมาถูกทางแล้ว โดยนายกฯ ได้เคยกล่าวไว้ว่า รัฐบาลได้สำรวจคะแนนนิยมเป็นครั้งคราว และขณะนี้คะแนนนิยมของตัวเองและพรรคก็ดีขึ้น ซึ่งงานที่รัฐบาลทำนั้นไม่ได้คำนึงถึงคะแนนนิยมเพียงอย่างเดียว ต้องคิดถึงระบบและอนาคต ส่วนจะได้ สส. 240 เสียงหรือไม่ ยอมรับว่าไม่ง่าย
เรื่องรัฐสวัสดิการ และประชานิยมนั้น ในสายตาของประชาชนนั้นไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นการให้สวัสดิการและสิทธิประโยชน์แก่คนในกลุ่มรากหญ้าและกลุ่มคนชั้นกลาง โดยการสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชน
เรื่องนี้ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า รัฐบาลก๊อบปี้นโยบายของตนเอง แค่เปลี่ยนชื่อ แต่นายอภิสิทธิ์ก็ยืนยันว่าประชานิยมกับรัฐสวัสดิการนั้นต่างกัน
“รัฐสวัสดิการคือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้ ซึ่งจะได้รับโดยระบบ ไม่ใช่ทำเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง เช่น การเรียนฟรี การรักษาพยาบาลฟรี ฯลฯ แต่ประชานิยมคือการสัญญาว่าจะให้ หากประชาชนเลือกให้เป็นรัฐบาล” นายกฯ กล่าว
นายกฯ ประกาศว่า ภายในปี 2560 จะให้ประชาชนได้รับสวัสดิการถ้วนหน้า จะไม่มีคนไทยคนไหนเลยที่ตกหล่นไปจากการดูแล มีสวัสดิการพื้นฐานในเรื่องที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและมีหลักประกัน
ส่วนการจัดทำนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำไว้ ก็คงจะมีการประกาศนโยบายเด็ดๆ ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเลือกตั้ง
รัฐบาลอาจจะได้เปรียบตรงที่ยังมีเวลาบริหารประเทศ และหากบริหารอำนาจและกระจายรายได้ไม่ให้รวยกระจุก จนกระจาย โอกาสได้เปรียบย่อมมีมากกว่าคู่แข่ง
หากชำแหละนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ชุดของนโยบายดังกล่าวมีอยู่ 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านเงินเฟ้อ พลังงาน อาหาร อัตราแลกเปลี่ยน และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งโดยรวมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ดูแลอยู่แล้ว แต่ที่รัฐทำจะออกมาในรูปของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 เช่น โครงการต้นกล้าอาชีพและการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียม
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงการไทยเข้มแข็งโครงการเรียนฟรี 15 ปี นโยบายด้านสวัสดิการและการลงทุนทางสังคม ทั้งโครงการโอนหนี้นอกระบบ การประกันรายได้เกษตรกร กองทุนการออมแห่งชาติ และการสนับสนุนเงินสมทบสวัสดิการชุมชน
และนโยบายการปฏิรูปเชิงสถาบัน เพื่อลดความด้อยประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสมดุลใหม่ หรือการแก้ปัญหากับดักการด้อยพัฒนา โดยกระจายไปตามโครงการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูประบบภาษี การปฏิรูประบบราชการ และการเพิ่มศักยภาพท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ เช่น การจัดการที่ดิน น้ำ และสวัสดิการอื่นๆ
อย่างไรก็ดี นโยบายของรัฐบาลที่ทำมายังเป็นนโยบายที่เริ่มตั้งไข่ และยังไม่มีเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
แต่ไม่ว่าจะเป็นประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการนั้น ปัญหาอยู่ที่รายได้รัฐบาลที่จะนำมาใช้เพื่อการนี้อย่างมหาศาล จะนำมาจากไหน เพราะปัจจุบันรายได้จากภาษีอากรมีเพียง 16% ของรายได้ประชาชาติเท่านั้น จำนวนผู้เสียภาษีอากรก็มีมนุษย์เงินเดือนอยู่ไม่กี่ล้านคน
ส่วนบริษัทห้างร้านเอกชนนั้น การเสียภาษีก็ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดี ผลประกอบการมีกำไรก็จ่ายภาษีให้รัฐได้มาก แต่หากมีกำไรน้อยก็จ่ายภาษีน้อย
ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐสวัสดิการคือ สวีเดน ที่มีสัดส่วนสวัสดิการสังคมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงอยู่ที่ 31.0% เกาหลีใต้อยู่ที่ 5.9% ขณะที่ไทยยังอยู่ที่ 2.8%
นั่นหมายความว่ายังมีช่องว่างที่รัฐบาลจะใช้จ่ายในนโยบายด้านสวัสดิการ แต่ข้อจำกัดในการหารายได้และรายจ่ายรัฐบาลทำให้ไทยยังไปไม่ถึงรัฐสวัสดิการ และขณะนี้ก็ยังไม่เห็นทางออกเลยว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร หากจะเป็นรัฐสวัสดิการ ไทยคงต้องเพิ่มสัดส่วนสวัสดิการสังคมต่อจีดีพีขึ้น
นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ระบบรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืน และมีทางเป็นไปได้ แต่มีเงื่อนไขว่าเศรษฐกิจประเทศจะต้องเติบโตในสัดส่วนเดียวกันกับการใช้เงิน หากต้องการเพิ่มรัฐสวัสดิการให้ประชาชน 2% จีดีพีก็จะต้องโต 2% ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การบริหารจัดการด้านการคลังจะต้องมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ปฏิรูประบบภาษีและมีการคอร์รัปชันน้อยลง
นายอัมมาร มองว่า ประชานิยมที่เหมาะสมนั้นต้องเป็นนโยบายที่มีมาตรการที่มาของรายได้ประกอบด้วย ซึ่งจะยกระดับเป็นรัฐสวัสดิการในที่สุด เพราะสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะสิ่งที่แตกต่างระหว่างรัฐสวัสดิการกับประชานิยม คือ รัฐบาลทำให้สวัสดิการประชาชนดีขึ้น แม้ว่าการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตจะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนได้ด้วย แต่การทำแบบนั้นคนที่รวยก็จะได้รับประโยชน์ไปมากกว่า แม้ฐานะคนจนจะดีขึ้นเช่นกันก็ตาม
“หลักการรัฐสวัสดิการคือ ประชานิยมบวกวินัยการคลัง” นายอัมมาร กล่าว
ฉะนั้น ไม่ว่าจะใช้คำว่ารัฐสวัสดิการ หรือประชานิยมก็ตาม สุดท้ายปลายทางก็อยู่ที่การช่วงชิงคะแนนนิยมจากมวลชน
หากรัฐบาลสามารถทำนโยบายเศรษฐกิจจับใจรากหญ้าได้ พรรคเพื่อไทยก็คงเหนื่อย แม้จะมั่นใจว่าการเรียกร้องให้นายกฯ ยุบสภา จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะประชาชนยังไม่ลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเหมือนแบรนด์ของพรรคเพื่อไทย
แต่ในขณะเดียวกัน การรุกคืบด้วยคะแนนที่ดีวันดีคืนของนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม
ดังนั้น เชื่อว่าจากนี้ไป รัฐบาลจะใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เข้มข้น ลงไปให้ถึงรากหญ้าให้ได้ หวังคะแนนเสียงให้สูงขึ้น เพื่อจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง







