
ชี้โอกาสรัฐเลิกจำนำข้าว
127 นักวิชาการ ยื่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขอให้รัฐบาลเลิกตั้งโต๊ะซื้อข้าวสูงกว่าตลาดโลก แนะฉวยโอกาสเลิกนโยบายก่อนที่ชาติจะเสียหายมากไปกว่านี้
127 นักวิชาการ ยื่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขอให้รัฐบาลเลิกตั้งโต๊ะซื้อข้าวสูงกว่าตลาดโลก แนะฉวยโอกาสเลิกนโยบายก่อนที่ชาติจะเสียหายมากไปกว่านี้
นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และตัวแทนนักวิชาการบางส่วน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.
ในคำร้องได้ขอให้ศาลพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมาย ยับยั้งหรือยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 84 ที่ห้ามไม่ให้รัฐประกอบกิจการที่เป็นการแข่งขันกับเอกชน และมาตรา 43 ที่บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพและทำกิจการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมหรือไม่
ในรายชื่อนักวิชาการที่ยื่นคัดค้านมี ชื่อของนาย พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน และ นางอัจนา ไวความดี อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย
นายอดิศร์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่เกิดขึ้นจะทำให้อาจเข้าข่ายผูกขาด เพราะรัฐเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจะทำให้โรงสีขนาดเล็กในชุมชน สหกรณ์การเกษตร ท่าข้าว หยง รายย่อย ที่เคยมีบทบาทในการซื้อ ขาย และส่งออก หมดหนทางทำมาหากิน และยังทำให้คุณภาพข้าวไทยต่ำลง รวมถึงการส่งออกในอนาคตมีปัญหา เพราะทุกวันนี้มีข้าวแค่ราคา 1.5 หมื่นบาท หรือข้าวหอมมะลิ 2 หมื่นเท่านั้น กลไกลการแยกแยะคุณภาพข้าวเพื่อการส่งออกหายไป เกิดหายนะต่ออนาคตข้าวไทยที่ราคาสูงไปแข่งขันในตลาดค้าข้าวโลกไม่ได้ ซึ่งข้าวไทยส่งออกลดลง 46% จาก 7.4 ล้านตัน ลดลงเหลือ 3.9 ล้านตัน” นายอดิศร์กล่าว
“เจตนาที่แท้จริงไม่ได้ให้ยกเลิกโครงการ แต่อยากให้ยุติการรับจำนำที่กำหนดราคาสูง เสมือนการตั้งโต๊ะรับซื้อ ควรปรับปรุงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างแท้จริง อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต คือ ต้องรับจำนำให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลกเล็กน้อย เช่น ราคารับจำนำอาจจะอยู่ที่ 9,000 บาทถึง 1 หมื่นบาท ไม่ใช่ปรับให้สูงขึ้นกว่าราคาตลาดเป็น 50% เช่นนี้ และควรจำกัดการรับจำนำให้เหลือ 25 ตันต่อครัวเรือน หรือ 3.5 แสนบาท ไม่ใช่จำนำทุกเมล็ด เพื่อช่วยเกษตรกรรายย่อยที่แท้จริง ไม่ใช่ให้เกษตรกรรายใหญ่มาตักตวงผลประโยชน์จากงบประมาณโครงการที่มีมูลค่าถึง 34 แสนล้านบาทเช่นนี้” นายอดิศร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในการยื่นประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นการเริ่มต้นที่เห็นชอบร่วมกันในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน แต่หากยื่นที่นี้ผิดขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย ทางคณะผู้ร่วมยื่นก็พร้อมจะพิจารณาดำเนินการตามคำแนะนำของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป เช่น ยื่นที่ผู้ตรวจการรัฐสภา หรือตามคำแนะนำศาล เป็นต้น
“การช่วยรับจำนำถือว่ามีประโยชน์ แต่ควรทำให้เป็นการจำนำจริงๆที่ปลายฤดูเกษตรกรจะมาไถ่ถอนไปขายในราคาตลาดที่สูงขึ้น ไม่ใช่ขาดขาดและรัฐบาลมีสต็อกข้าวสูงขนาดนี้ และการช่วยรัฐน่าจะหาทางให้มีการประกันราคาพืชผลเกษตร ที่ช่วยเรื่องปัญหาภัยธรรมชาติ แมลง หรือการขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า น่าจะช่วยเสถียรภาพด้านราคาและช่วยยกระดับภาคการเกษตรไทยได้ดีกว่า ไม่ใช่รัฐผูกขาด เพราะถ้าดูจากประมาณการผลผลิตข้าวนาปี 2554/2555 ของสำนักเศรษฐกิจการเกษตร 20.36 ล้านตัน มีการรับจำนำถึง 6.95 ล้านตัน ส่วนนาปรังปี 2555 คาดว่าจะมีปริมาณ 11.11 ล้านตัน มีปริมาณรับจำนำถึง 12.10 ล้านตัน ” นายอดิศร์กล่าว
หนึ่งในนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนักวิชาการน่าจะเป็นทางออกที่สวยงามสำหรับรัฐบาล เนื่องจากรัฐเลิกโครงการได้โดยไม่มีเสียงต่อว่า เพราะขณะนี้ก็ไม่มีเงินมาทำโครงการแล้ว และที่สำคัญน่าจะดีต่อประเทศที่รัฐบาลจะใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงภาคธุรกิจ การร่วมลงเชื่อครังนี้ไม่ได้พูดถึงการตรวจสอบความเสียหายที่จะเกิดจากโครงการนี้เป็นสำคัญ เพราะไม่สามารถทราบได้ชัดเจนว่าเสียหายเท่าไหร่ เนื่องจากรัฐบาลอาจจะมีฝีมือในการบริหาร สามารถออกไปในราคาที่ดีได้ ในอนาคตไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดวิกฤตภัยธรรมชาติหรือไม่ ราคาข้าวในอาคตอาจจะสูงรัฐอาจจะขาดทุนไม่มาก
“สิ่งที่เราต้องการให้ยับยั่งคือ ถ้ารัฐบาลรับจำนำราครที่สูงกว่าตลาดเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ภาคธุรกิจตะอยู่ได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงภาระทางการคลังหรือเสียหายเท่าไหร่ แค่อยากให้พิจารณาว่าการการทำเช่นนี้ มันไม่ต่างจากเปิดร้านรับจำนำทองคำราคา 3 หมื่นบาทต่อบาททองคำ ทั้งที่ราคาตลาดยังไม่ถึง เป็นอย่างนี้ร้านทองร้านอื่นจะอยู่ได้ยังไง ภาคธุรกิจอื่นจะอยู่ได้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลยังทำเหมือนตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวผูกขาดเช่นนี้ ไม่ใช่เราไม่อยากช่วยชาวนา ไม่ต้องพูดถึงโครงการเลวร้ายหรือไม่ แต่อยากให้โครงการอยู่ได้ ธุรกิจอยู่ได้ ให้เป็นการรับจำนำจริงๆ “ นักวิชาการระบุ
บริษัท Viet Hung บริษัทส่งออกข้าวรายใหญ่ของเวียดนาม กล่าวว่า ในปีนี้ยอดการส่งออกข้าวของเวียดนามจะส่งออกข้าวมากกว่าไทย เป็นผลมาจากนโยบายจำนำข้าวที่ส่งผลในยอดการส่งออกลดลง/// ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ระบุว่า ต้นทุนในการใช้รับจำนำรวม 2.9 แสนล้านบาท 90 % ของมูลค่าทั้งหมดเป็นต้นทุนในการซื้อข้าว อีก 10 % เป็นค่าบริหารจัดการโครงการ ขณะที่การคาดการณ์รายรับที่จะได้จากโครงการ 1.93 แสนล้านบาท ทำให้โครงการสร้างความเสียหายเบื้องต้น 9.8 หมื่นล้านบาท







