
Truth บทส่งท้ายที่ต้องไม่เป็นบทสุดท้ายของ คอป.
ในรายงานวิจัย คอป.ที่เป็นภาควิชาการ มีบทวิเคราะห์ให้เห็นถึงปัจจัยที่นำสังคมไทยไปสู่ความรุนแรงหลายอย่าง
ในรายงานวิจัย คอป.ที่เป็นภาควิชาการ มีบทวิเคราะห์ให้เห็นถึงปัจจัยที่นำสังคมไทยไปสู่ความรุนแรงหลายอย่าง
ความรู้สึกของแต่ละฝ่ายในความขัดแย้งถูกยกระดับไปสู่ความเชื่อที่ว่า “ถ้าแพ้จะถูกกินรวบ” ฝ่ายต่างๆ จึงขยันที่จะหยิบยกประเด็นทุกอย่างที่เป็นไปได้ขึ้นมาสู้กัน เรียกว่า ถ้าใครพูดอะไรออกมา ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องโต้ต้องตอบและวิเคราะห์กล่าวหาคืน...กลับไปกลับมาอยู่อย่างที่เห็นในหลายปีมานี้ จนคนดูเบื่อ...
บางครั้งเถียงกันทะเลาะกันไปนานเข้า...ลืมว่าประเด็นพื้นฐานของความขัดแย้งคือเรื่องอะไรก็มี
TV ดาวเทียมและเว็บไซต์มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดเวทีของคนที่ “เชื่อ” และ “คิด” เหมือนกันได้จับกลุ่มติดตามกันเอง สภาพการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้คนมั่นใจในสิ่งที่ตน “เชื่อ” และ “คิด” มากขึ้น
จนกระแสความโกรธเกลียดฝ่ายที่คิดต่างทวีความรุนแรงมากขึ้น มากจนบางครั้งมองไม่เห็นความผิดพลาดของฝั่งเดียวกันกับตนก็บ่อย
ความ “คิด” และความ “เชื่อ” แบบตอกย้ำทุกวัน ทำให้หลักการอยู่ร่วมกันถูกละทิ้ง จากที่เคยมีอาการ “ทนกันได้” ก็กลายเป็น “จำทน” เหมือนการนับถอยหลังของระเบิดเวลา รอวันปลดปล่อย
อีกเหตุปัจจัยที่ทำให้อารมณ์คิดและเชื่ออันรุนแรงไปสู่การกระทำที่รุนแรงด้วยคือ “อาวุธ” และ “ผู้ชำนาญการใช้อาวุธ”
ระบบควบคุมอาวุธของคลังสรรพาวุธของรัฐ ยังไม่มีประสิทธิผลดีพอ จนทำให้มี “อาวุธ” หลุดออกมาอยู่ใน “กองกำลัง” ที่ไม่เปิดเผยตัวตนของแทบทุกฝ่ายที่เข้าไปอยู่ในความขัดแย้ง
แม้แต่มือที่สาม “ที่ยังไม่ทราบฝ่ายในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งปะปนเข้าไปในเหตุการณ์ปะทะหลายครั้ง ยิ่งทำให้ “สายเหยี่ยว” ในแต่ละฝ่ายเพิ่มน้ำหนักความน่าพึ่งพาและรับฟังมากขึ้น
ทุนทางสังคมสารพัดเครือข่าย ถูกทำให้ต้องลดบทบาทของตัวเองลง เพราะเกิดการเมืองเลือกข้าง
แม้ทุนทางสังคมแทบทุกเครือข่ายไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่อาจส่งเสียง แสดงสัญญาณที่น่าอุ่นใจได้ว่า แล้วจะทำยังไงถึงจะไม่เกิดความรุนแรง
“สันติวิธี” ทำงานไม่ถนัด เพราะในการทำงานสันติวิธีนั้น นักสันติวิธีต้องเข้าใจ และมองเห็นกลไกการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย
แต่สถานการณ์ในเมืองไทย เราเห็นแต่ผิวน้ำที่เคลื่อนปะทะกระทบกัน ทั้งที่รู้อยู่ว่าคลื่นมาจากใต้น้ำ แต่ไม่อาจเห็นชัดๆ ว่ามาจากหลังแนวหินก้อนไหนบ้าง ได้แต่ “เดา” !
นักสันติวิธีทำงานกับผิวน้ำอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ แต่เมื่อน้ำขุ่นจัดจนมองไม่เห็น คลำไม่ถึง ต้นตอบ่อเกิดของกลไกตัดสินใจของแต่ละฝ่าย นักสันติวิธีก็ไม่รู้จะคุยกับใคร หรือถึงคุยไปก็ไม่แน่ใจว่าใช่ต้นแหล่ง
ผมพอสรุปความได้เองว่า “สภาพน่าอึดอัดทางการเมืองจะยังคงอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่ปัจจัยในแต่ละย่อหน้าข้างต้นยังดำรงอยู่”
พม่ามีความก้าวหน้าในการปรองดองอย่างน่าทึ่ง การเมืองในเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็เปลี่ยนผ่านกันอย่างมั่นคง เหมือนบ่อน้ำบ้านเขาใสขึ้นเรื่อยๆ
แต่เรากลับขุ่นคลั่ก ดื่มไม่ไหว อาบไม่ได้ น่าอายจัง







