posttoday
ยงยุทธ เอาไม่อยู่ปูเสี่ยงเจอบูมเมอแรง

ยงยุทธ เอาไม่อยู่ปูเสี่ยงเจอบูมเมอแรง

27 กันยายน 2555

การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการนำข้อกฎหมายมาหักเหลี่ยมเชือดเฉือนกลับมาอีกครั้ง

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การต่อสู้ทางการเมืองด้วยการนำข้อกฎหมายมาหักเหลี่ยมเชือดเฉือนกลับมาอีกครั้ง ภายหลังเกิดกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ว่าสิ้นสภาพไปแล้วหรือไม่ นับตั้งแต่คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนมีมติให้ปลดออกจากราชการ ตามความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

ฝ่ายหนึ่งฟันธงว่าไม่ต้องลาออก เพราะได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 เนื่องจากเป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนปี 2550 จึงถือว่ายงยุทธไม่เคยถูกลงโทษหรือถูกลงทัณฑ์ทางวินัย

มีคำอธิบายเพื่อรองรับสมมติฐานนี้ คือ การอ้างถึงคำสั่งคณะกรรมการกฤษฎีกามาเทียบเคียง

อย่างในปี 2525 ต่อเนื่องมาถึงมีปี 2533 กรมตำรวจเคยมีมติไล่ตำรวจนายหนึ่งออกจากราชการ แต่เมื่อ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530 ทำให้ตำรวจเข้าหลักการล้างมลทิน เพราะได้รับโทษไล่ออกไปแล้ว

เช่นเดียวกับคำอธิบายจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ก็ยกความเห็นกฤษฎีกาในปี 2526 เมื่อครั้ง “อมร จันทรสมบูรณ์” เป็นเลขากฤษฎีกาว่ายงยุทธไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

ความเห็นของกฤษฎีกา ณ เวลานั้น ระบุว่า “แม้ว่าผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งลงโทษภายหลังจากที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2526 ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ถ้าผลของคำสั่งลงโทษนั้น ทำให้ข้าราชการผู้ใดได้รับโทษก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ใช้บังคับแล้ว ข้าราชการผู้นั้นย่อมจะอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการล้างมลทินตามนัยแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย”

เป็นความพยายามในการบอกกับสังคมว่า ต่อให้ อ.ก.พ.มีมติให้ มท.1 ออกจากราชการในปี 2555 แต่ก็ได้รับประโยชน์จากกฎหมายล้างมลทินปี 2550 ด้วย เท่ากับว่ายงยุทธไม่มีความผิดไม่สะเทือนต่อคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีและ สส.

ขณะที่คำอธิบายของอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ได้ย้ำว่า กฎหมายล้างมลทินไม่สามารถช่วยให้ยงยุทธอยู่บนเก้าอี้ต่อไปได้ ภายใต้หลักการ “ล้างโทษแต่ไม่ล้างความผิด”

“คมสัน โพธิ์คง” อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 บอกว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาวางเป็นแนวทางเอาไว้ว่า กฎหมายล้างมลทินมีผลบังคับให้ผู้นั้นถือว่าไม่เคยต้องโทษในกรณีความผิดนั้นๆ แต่ไม่ได้มีผลลบล้างการกระทำอันเป็นเหตุให้ถูกลงโทษได้ เท่ากับว่าความผิดของรองนายกฯ ยงยุทธยังคงอยู่ เนื่องจาก อ.ก.พ.เพิ่งจะมีมติในเดือน ก.ย. 2555 หลังจากกฎหมายล้างมลทินปี 2550 มีผลบังคับใช้ไปแล้ว จึงขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีไปโดยปริยาย

ยงยุทธ เอาไม่อยู่ปูเสี่ยงเจอบูมเมอแรง

 

“ตลอดชีวิตคุณยงยุทธจะเป็น สส. และรัฐมนตรีไม่ได้เลย จนกว่าจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะหลักของกฎหมายนิรโทษกรรม คือ การล้างความผิด ซึ่งจะช่วยให้กลับมามีคุณสมบัติ เพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้” อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญระบุ

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในคำอธิบายชุดนี้ ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาอย่างน้อยที่สุดถึง 3 ครั้ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2539, 3295/2541 และ 483/2543) เป็นการชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายล้างมลทินเอาไว้อย่างน่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 3 ครั้งดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญของการล้างมลทินเอาไว้ว่า “พระราชบัญญัติล้างมลทิน... หมายความเพียงว่าผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัย ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยเท่านั้น ส่วนความประพฤติหรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วไม่อาจล้างมลทินให้หมดไปได้”

ขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังได้ให้บรรทัดฐานสำหรับบุคคลที่เข้าข่ายได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายด้วยว่า

“การที่จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปีนั้น จำเลยยังไม่ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา กรณีของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 จำเลยย่อมไม่ได้รับประโยชน์ในการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติดังกล่าว” (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2553)

จากคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำหลักการว่า “บุคคลจะล้างมลทินได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีมลทินก่อน ในที่นี้หมายถึงต้องรับได้รับโทษก่อน” ทำให้เกิดคำถามตามมาว่ายงยุทธได้รับโทษตามมติ อ.ก.พ.แล้วหรือไม่ รวมถึงความชอบธรรมด้วยกฎหมายระหว่างการดำรงตำแหน่งในเวลานี้

มองในประเด็นนี้แม้พรรคเพื่อไทยจะออกมาอุ้มหัวหน้าพรรคตัวเองชัดเจน แต่หากจับอาการจริงๆ แล้วจะพบว่าก็เกิดอาการเกร็งๆ งงๆ มึนๆ ในความไม่ชัดเจนในสถานะยงยุทธเช่นกัน

สังเกตได้จากการที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกฯ ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ร้อนใจโทรข้ามทวีป นาทีสุดท้ายสั่งให้ “ยงยุทธ” บินไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อไม่ต้องเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ตามที่ตัวเองได้มอบหมายไว้ก่อนบินไปปฏิบัติภารกิจต่างแดน ชนิดที่ข้าราชการ จ.ปราจีนบุรี ไม่มีเวลาปลูกผักชีเตรียมตัวรับเจ้านายใหญ่

ปฐมเหตุแห่งการโทรสั่ง “ยงยุทธ” แบบฉับพลันเช่นนี้เพราะ “ยิ่งลักษณ์” ไหวตัวทัน ฉุกคิดได้ว่า การมอบหมายให้ “ยงยุทธ” นั่งเป็นประธานประชุม ครม.นั้นอาจทำให้ความหายนะอาจมาเยือนตัวเองได้ เนื่องจากฝ่ายค้านลับมีดรอลากยิ่งลักษณ์ลงมารับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว

ปมของเรื่องคือ ถ้าหากยิ่งลักษณ์สั่งให้ยงยุทธประชุม ครม. ทั้งที่ยงยุทธมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ คำสั่งยิ่งลักษณ์อาจไม่ชอบ เข้าข่ายความผิดใช้อำนาจโดยมิชอบ เฉกเช่นเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยและดีเอสไอกำลังจะตั้งข้อกล่าวหา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดใน ศอฉ.สั่งให้ทหารไปดำเนินการกระชับพื้นที่ โดยบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่เกี่ยว แต่คนสั่งต้องรับผิดชอบ

งานนี้ถึงยิ่งลักษณ์จะรอดกับดักตรงนี้ไปได้ แต่ใช่ว่าจะพ้นความรับผิดชอบไปได้ตลอด เพราะการอุ้ม ยงยุทธ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และอีกหลายคน ที่ล้วนแล้วแต่ถูกกล่าวหาเรื่องจริยธรรม จะทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องมัวหมอง สะสมความเสื่อมไปเรื่อยๆ และหากไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อล้างภาพตรงนี้ไปได้ โอกาสที่ยิ่งลักษณ์จะล้มละลายทางจริยธรรมก็คงมาเยือนในอีกไม่นาน

อย่างไรก็ตาม แม้ยงยุทธจะแก้เกมมอบหมายให้พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ แต่เมื่อวัดจากกระแสความไม่เห็นด้วยที่จะให้ยงยุทธอยู่ในตำแหน่งยังมีสูงต่อเนื่อง หลายกลุ่มยื่นหนังสือให้หน่วยงานอิสระตรวจสอบยงยุทธ ฉะนั้นเมื่อประมวลรอบด้านยงยุทธยากที่จะรักษาเก้าอี้ไว้

ในทางกลับกันหากยังปล่อยให้ยงยุทธอยู่ต่อกระแสจะวกกลับมาที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ อีก ถึงตอนนั้นยากที่ยิ่งลักษณ์อาจจะแก้ไขก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก