
ส่งออกสาหัส
พาณิชย์แถลงส.ค.ติดลบมากสุดในรอบปี6.9%/คลังหั่นเป้าเศรษฐกิจเหลือ5.5%
พาณิชย์แถลงส.ค.ติดลบมากสุดในรอบปี6.9%/คลังหั่นเป้าเศรษฐกิจเหลือ5.5%
เศรษฐกิจโลกทุบส่งออกไทยหนัก ส.ค. ติดลบ 6.9% เหลือ 1.97 หมื่นล้านเหรียญ ฉุด 8 เดือน ลบ 1.3% แต่ทั้งปีลุ้น 5%
นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือน ส.ค. 2555 มีมูลค่า 1.97 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.95% เทียบกับเดือน ส.ค. 2554 เป็นการลดลงติดกันเดือนที่ 3 นับจากเดือน มิ.ย. และติดลบมากสุดในรอบปีนี้ เมื่อเทียบในรูปเงินบาท การส่งออกเดือน ส.ค. มีมูลค่า 6.21 แสนล้านบาท ลดลง 1.44% ขณะที่นำเข้าเดือน ส.ค. 2.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.78% ส่งผลให้ดุลการค้าเดือน ส.ค. ขาดดุล 1,020.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขาดดุล 3.98 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การส่งออกช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) 2555 มีมูลค่า 1.51 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.31% เทียบกับช่วงเดียวปีที่ผ่านมา ขณะที่การนำเข้า 8 เดือน มีมูลค่า 1.64 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.63% ส่งผลให้ขาดดุลการค้าช่วง 8 เดือน 1.31 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือขาดดุล 4.65 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ส่งออกสินค้าไทยเดือน ส.ค. ติดลบต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป แต่หากดูมูลค่าส่งออกแล้วไม่ได้ขี้เหร่ เพราะสถิติส่งออกปี 2550-2553 ส่งออกเดือน ส.ค. จะเฉลี่ย 1.3-1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มีเพียงปี 2554 ที่ส่งออกโดดสูง
นายภูมิ กล่าวว่า ถ้ายอดส่งออก 4 เดือนที่เหลือ เฉลี่ยเดือนละ 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้ส่งออกทั้งปีของไทยปีนี้ยังโตได้ 45%
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้ปรับเป้าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2555 ลดลงเหลือ 5.5% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 5.3-5.8% จากก่อนหน้านี้ประเมินอยู่ที่ 5.7% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคส่งออกที่ขยายตัวลดลงเหลือ 4.5% จากเดิมที่ 12.8%
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยโต ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชนที่โตมากตั้งแต่ปี 2547 ที่ 5.2% การลงทุนภาคเอกชนคาดโต 14.1% การลงทุนภาครัฐเพิ่ม 8.1%
นายสมชัย กล่าวว่า ปี 2556 คาดจีดีพีโต 5.2% แม้จะน้อยกว่าปีก่อน แต่ก็โตมากกว่าศักยภาพเศรษฐกิจประเทศซึ่งอยู่ที่ระดับ 5% ส่วนส่งออกปี 2556 จะขยายตัว 10.5% เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น โดยเฉพาะสหรัฐ ญี่ปุ่น และจีนขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศของไทยในปีนี้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะขยายตัวอยู่ที่ 3.3% ลดลงจากปีก่อนหน้าเนื่องจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลงส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 3%
ส่วนปีนี้ได้ระดับนี้ถือว่าดีแล้วในภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นนี้ เพราะอีกหลายประเทศส่งออกลดมากกว่าไทย เช่น อินเดีย ลดลงกว่า 10% อินโดนีเซีย ลดลง 7.3% มาเลเซีย ลดลงกว่า 2% สิงคโปร์ ลดลง 10.6% ไต้หวัน ลดลง 4.2% เป็นต้น
นายภูมิ กล่าวว่า เชื่อว่าในเดือนก.ย.จนถึงสิ้นปีนี้ มูลค่าต่อเดือนน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่ามูลค่าในเดือนส.ค. เพราะเป็นช่วงของการสั่งซื้อสินค้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ของต่างประเทศ ซึ่งได้รับการแจ้งจากผู้ผลิตของเล่น และของใช้ในบ้านที่นิคมนวนคร ที่ถูกน้ำท่วมว่าขณะนี้กำลังการผลิตกลับมาเต็มที่แล้ว และกำลังเร่งผลิตตามคำสั่งซื้อของคู่ค้าต่างประเทศที่มีจำนวนมาก
++อย่างไรก็ตาม จากการประเมินหากตั้งแต่เดือนส.ค.ไปจนถึงสิ้นปีนี้ มูลค่าส่งออกต่อเดือนอยู่ที่ 1.9 หมื่นเหรียญสหรัฐขึ้นไป จะทำให้การส่งออกปีนี้ขยายตัวประมาณ 45% แต่เชื่อว่ามูลค่าต่อเดือนน่าจะได้มากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในวันที่ 1 ต.ค.นี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ และตนจะหารือกับนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยในช่วงที่เหลือที่ของปี รวมถึงหามาตรการเสริมอื่นๆ เพื่อเร่งรัดผลักดันให้มูลค่าขยายตัวเพิ่มขึ้นให้ได้มากที่สุด
++สำหรับการส่งออกเดือนส.ค. โดยหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรม ลดลง 18.6% โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ข้าว ลด 38.7% ยางพารา 44.1% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป 32.3% ผักและผลไม้ 2.7% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป 2.3% แต่หมวดสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.1% จากการเพิ่มขึ้นของสินค้ายานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 6.4% วัสดุก่อสร้าง 20.9% อัญมณีและเครื่องประดับ 90.4% ขณะที่สินค้าที่ลดลง ยังคงเป็นอิเล็กทรอนิกส์ 15.4% เครื่องใช้ไฟฟ้า 6% เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก 8% สิ่งทอ 14.8% อัญมณีไม่รวมทองคำ 4.9% ผลิตภัณฑ์ยาง 8.5% เป็นต้น
++ด้านตลาดส่งออกเดือนส.ค. ลดลงเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น 74.8% โดยสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 16.7% ส่วนตลาดหลัก ลดลง 13.3% จากการลดลงของญี่ปุ่น 12% สหรัฐฯ 4.8% สหภาพยุโรป (สมาชิกเดิม 15 ประเทศ) 23.1% ขณะที่ตลาดศักยภาพสูง ลดลง 8.8% จากการลดลงของ อาเซียน (9ประเทศ) 12.3% จีน 12.9% อินเดีย 0.7% ไต้หวัน 19% ตลาดศักยภาพระดับรอง ลดลง 3.9% จากการลดลงของตะวันออกกลาง 12.6% ทวีปแอฟริกา 20.7%
คลังหั่นจีดีพีปี 2555 เหลือ 5.5%
คลังเฉือนจีดีพีปี 2555 เหลือ 5.5% จากเดิม 5.7% เหตุส่งออกยังแผ่วไม่หยุด ส่งผลปี 2556 โตเหลือ 5.2%
ขณะที่การลงทุนภาครัฐก็จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าโดยเบื้องต้นประเมินว่าจะขยายตัวในระดับ 16.9% จากการเบิกจ่ายงบลงทุนในส่วนของ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ส่วนการลงทุนภาคเอชน ประเมินว่าจะเติบโตที่ 10%
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 3.5% อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่
3% พร้อมทั้งประเมินว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 113 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ สศค. ยังประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2556 จะเติบโตที่ระดับ 4.1% จากปี 2555 อยู่ที่ระดับ 3.6% ขณะที่ประเมินว่าภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรปปีนี้จะติดลบ 0.9% ส่วนปี 2556 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% ส่วนเศรษฐกิจจีน ปีนี้คาดว่าอยู่ที่7.8% และปี 2556 อยู่ที่ 8.5% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐปีนี้เติบโตที่ 2.2% ส่วนปี 2556 อยู่ที่ 2.4%







