
ท่วมซ้ำซาก:การเมืองบริหารจัดการน้ำ
ขณะที่สังคมไทยยังไม่เป็นระบบเรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
โดย...โกวิทย์ พวงงาม
ขณะที่สังคมไทยยังไม่เป็นระบบเรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทั้งนี้เพราะสังเกตเห็นว่า เมื่อจะเริ่มต้นการบริหารจัดการน้ำมักคุยกันแต่การป้องกันน้ำท่วมและก็มักจะมีวิวาทะกันให้เห็นเสมอๆ ไม่ว่าระหว่างกระทรวง กรม กอง มีวิวาทะกัน หรือรัฐบาลมีวิวาทะกับกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว “การบริหารจัดการน้ำ” เป็นเรื่องที่จะต้องกระทำกันทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศวิทยา สภาพภูมิอากาศ ระบบการผังเมือง และระบบชลประทาน รวมทั้งการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับน้ำ เป็นต้น
ผมได้มีโอกาสได้ไปดูงานที่ Dalta Work ที่ Rotterdam และไปที่ Institute for Housing and Urban Development Studies (IHS) Erasmus University Netherland ซึ่งมีการศึกษาวิจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างเครื่องมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเมืองต่างๆ โดยการเน้นการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผมได้ฟังบรรยายจาก Dr.Ogenis Brilhante ได้อธิบายถึงสภาพภูมิอากาศ โลกปัจจุบันทำให้ฝนตกในปริมาณที่มากกว่าที่คำนวณไว้ ซึ่งในอดีตจะสร้างพื้นที่รับน้ำไว้ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ซึ่งต้องใช้พื้นที่และงบประมาณจำนวนมาก แต่ควรจะหาวิธีการอื่นๆ เพื่อสร้างระบบระบายน้ำให้รอบด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่รับน้ำ ทางน้ำ ระบบผังเมือง และการเพาะปลูก การเกษตร และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุม
Dr.Ogenis Brilhante อธิบายเสนอให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อให้เป็นพื้นที่อุ้มน้ำมากขึ้น (Green Infrastructure) ซึ่งส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศและรักษาสภาพแวดล้อม เช่น อาคารหนึ่งมีทั้งสวนบนอาคาร และระบบระบายน้ำฝน การทำสวนผัก และดอกไม้ไว้บนอาคาร
ในระดับชุมชนจะต้องคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะให้มีสภาพตามธรรมชาติให้มากที่สุด นอกจากนั้นการสร้างระบบพื้นฐาน เช่น การสร้างทางเท้าให้มีทางระบายน้ำและสวนดอกไม้ไปพร้อมๆ กัน การปรับระบบสาธารณูปโภคให้มีความหลากหลายมากขึ้น ปรับพื้นที่สวนสาธารณะเป็นพื้นที่รับน้ำได้ สร้างสนามฟุตบอลสามารถแปลงเป็นสภาพอ่างเก็บน้ำได้ สร้างถนนหรือทางเดินให้น้ำสามารถซึมผ่านได้ (ใช้ระบบการก่ออิฐให้มีระยะห่าง) การสร้างสวนสำหรับน้ำฝนภายในบ้าน และการปลูกพืชและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง โดยเน้นพืชพื้นเมือง
ที่สำคัญได้ไปฟัง Dr.George G.Vander Meulen ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เปรียบเทียบการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศไทยกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้เพราะประเทศเนเธอร์แลนด์เคยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 1953 (2496) ทำให้ประชาชนต้องประสบภัย และล้มตายเป็นจำนวนมาก (8.5 หมื่นคน) นับตั้งแต่นั้นมารัฐบาลเริ่มวางแผนและเริ่มบริหารจัดการน้ำในเวลาต่อมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้น้ำไม่ท่วมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งทำให้เห็นแง่คิดในการเปรียบเทียบกับประเทศไทยมากมาย จึงขอให้ลองพิจารณาข้อเปรียบเทียบ ดังนี้
1.ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบในประเทศเป็นแผนระยะยาว โดยมองไปข้างหน้าเป็น 50–100 ปี ในขณะที่ประเทศไทยมักจะมีการวางแผนในระยะสั้น และไม่ปะติดปะต่อ ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร ใครรับผิดชอบ ที่สำคัญการวางแผนขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมือง รัฐบาล ที่มักมีความคิดแบบการเมือง
2.ประเทศเนเธอร์แลนด์ เน้นการวางแผนจัดการน้ำเชิงรุก และพัฒนาพื้นที่เป็นระบบไม่ว่าจะเป็นการให้พื้นที่เป็นพื้นที่อุ้มน้ำ (Green Infrastructure) การสร้างสวนรับน้ำฝนภายในบ้าน แต่ประเทศไทยกลับวางแผนการจัดการน้ำในเชิงตั้งรับ จะเร่งดำเนินการก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นมาเท่านั้น
3.ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีส่วนราชการในการรับผิดชอบจัดการน้ำที่เป็นเอกภาพ มีผู้รับผิดชอบชัดเจน จำนวนหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่มากนัก ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนราชการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่รับผิดชอบในการจัดการน้ำมีจำนวนมากและมีความซ้ำซ้อน ที่สำคัญมักชอบเน้นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำการแก้ไขปัญหาน้ำ ซึ่งคณะกรรมการก็มักจะทำงานเป็นไปด้วยความอืดอาดไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง
4.ประเทศเนเธอร์แลนด์ ออกกฎหมายบังคับใช้การจัดการน้ำ โดยมองไปข้างหน้า หรืออนาคต ในระยะเวลาประมาณ 100 ปี มีการบังคับการใช้ระบบเก็บภาษีเกี่ยวกับการจัดการน้ำที่เข้มแข็ง ในขณะที่ประเทศไทยมีระบบการจัดเก็บภาษีที่หละหลวม มีช่องโหว่และหลีกเลี่ยงภาษีกันมาก กฎหมายในการจัดการน้ำก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการทางการเมืองมิค่อยเป็นไปตามตรรกะและเหตุผล
5.การใช้ประโยชน์ในที่ดินและผังเมือง ประเทศเนเธอร์แลนด์มีการปรับปรุงกฎหมายการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ทันสมัยอยู่เสมอ ขณะที่ประเทศไทยการใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินมีมานาน แต่ไม่ปรับให้ทันกับสภาพปัญหาบ้านเมืองและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทยใช้ผังเมืองรวม และขาดประสิทธิภาพ ขณะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เน้นการใช้ประโยชน์ในที่ดินเฉพาะเรื่องเพื่อให้ตรงกับศักยภาพของที่ดิน
เมื่อได้เห็นข้อเปรียบเทียบดังกล่าว ทำให้เกิดข้อคิดว่า การบริหารจัดการน้ำในสังคมไทย ต้องคำนึงถึงหลายประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรค ไม่ว่าเป็นเรื่องของหน่วยงานรับผิดชอบที่ต่างคนต่างทำ หรือแยกส่วนกันทำ ขาดเอกภาพ การปฏิรูปกฎหมายและการใช้ประโยชน์ในที่ดินและผังเมืองก็ยังเป็นจุดอ่อน รัฐบาลในฐานะผู้วางนโยบายก็มักจะบริหารในลักษณะตรรกะผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าผลประโยชน์ที่จะคำนึงถึงการวางแผนจัดการน้ำในเชิงรุกและเพื่ออนาคตในระยะยาว







