posttoday
QE 3 อุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน?

QE 3 อุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน?

21 กันยายน 2555

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ เมื่อปี 2008 ผ่านมา 4 ปี กระทั่งปีนี้ 2012 สหรัฐอเมริกากำลังเริ่มใช้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 3

โดย...ปานปรีย์ พหิทธานุกร

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ เมื่อปี 2008 ผ่านมา 4 ปี กระทั่งปีนี้ 2012 สหรัฐอเมริกากำลังเริ่มใช้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 3 โดยล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ได้ออกมาตรการผ่อนคลายเศรษฐกิจเชิงปริมาณรอบที่ 3 หรือ QE 3 หลังจากที่ออก QE มาแล้วถึงสองครั้ง

ถ้ามองย้อนกลับไป เมื่อครั้งที่สหรัฐอเมริกาออกมาตรการ QE 1 และ QE 2 ตั้งแต่ปลายปี 2011 จนถึงบัดนี้ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวขึ้น ซ้ำยังมีส่วนสำคัญที่ไปทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาอาหาร ราคาน้ำมันดิบ เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งไปทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

สำหรับ QE 3 นี้ ได้พุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาอัตราการว่างงานของชาวอเมริกันที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0-0.25% ไปจนถึงกลางปี 2015 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งแถลงการณ์ของ QE 3 ได้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกาปรับตัวสูงขึ้นทันที ขณะที่ราคาทองคำและน้ำมันดิบก็ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ความจริงแล้ว แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบที่ 3 นี้ ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ ว่า อย่างไรเสียรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็คงต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ เพราะมองดูแล้วเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่น่าจะฟื้นตัวได้ในเร็วๆ นี้ เพราะนอกจากปัญหาคนว่างงานแล้ว รายงานจากสำนักงานสถิติของสหรัฐอเมริกา ปี 2012 พบว่า รายได้ชนชั้นกลางหดลงและมีคนยากจนเพิ่มขึ้น จนมีการกล่าวกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอ่อนแอ เปรียบเสมือนคนที่เป็นโรคโลหิตจาง (Anemic)

อีกทั้งยังมีปัญหาที่ฝ่ายการเมืองขัดแย้งกันมากระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกัน จึงไม่สามารถออกนโยบายเศรษฐกิจใหม่มาได้ ส่วน Fed ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า นอกจากการพิมพ์เงิน แล้วอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันในอีกซีกโลกหนึ่ง มาตรการ QE3 ก็ได้ทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งสร้างความพอใจให้แก่ผู้ซื้อได้ระยะหนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็รู้สึกกังวลเรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จากประเด็นของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐอเมริกาที่อยู่ระดับต่ำสุด เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกไปสู่ประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะอ่อนตัวลง และในทางตรงกันข้ามค่าเงินในประเทศอื่นๆ ก็จะปรับแข็งค่ามากขึ้น

ปัจจุบันนี้ดูเหมือนวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะยากลำบากและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น บ่อยครั้งมีการใช้แนวทางที่ออกนอกกรอบของหลักการทางเศรษฐศาสตร์ อย่างกรณี QE 3 ก็ถือว่า เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ไม่ปกติ (Unconventional monetary tool) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมากจากแวดวงนักเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากวิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรการ QE 3 ที่ออกมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับคนอเมริกัน แต่ผลที่ได้รับกลับดูเหมือนว่าภาคการเงิน การธนาคาร ตลาดหุ้น น่าจะเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์จากมาตรการนี้มากกว่าคนชั้นกลางที่ตกงานอยู่ในปัจจุบันนี้

ส่วนในแวดวงการเมืองสหรัฐอเมริกา ช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์มาตรการนี้ จึงเป็นไปด้วยความเผ็ดร้อนมากกว่าประเด็นทางวิชาการ นักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยอย่างคู่แข่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา โดยเฉพาะ มิตต์ รอมนีย์ ได้กล่าวหาว่า Fed เสนอมาตรการ QE 3 ในทิศทางที่เชื่อถือไม่ได้และไร้ประสิทธิภาพ (“...Artificial and ineffective measures.”)

ดังนั้น จึงมีผู้พยายามหาคำตอบว่า แล้วทำไม เบน เบอร์แนนคี ประธาน Fed ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ จึงต้องเร่งผลักดันให้มีการออก QE 3 ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า มาตรการนี้มีผลช่วยได้ในระยะสั้นและไม่น่าจะช่วยคนตกงานให้มีงานทำได้

จากบทความของ Al Lewis เรื่อง “Q&A on QE 3” ใน The Wall Street Journal, 15 September 2012 มีประเด็นในคำตอบที่น่าสนใจ ว่า “ก็เพราะตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาของเรา บอกว่าต้องทำ” ซึ่งผมเห็นว่า เป็นคำตอบที่มีความชัดเจนที่สุด เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าตลาดหุ้นมีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐอเมริกาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเมืองพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโอบามา ดังนั้นการแก้ปัญหาครั้งนี้ จึงเป็นไปได้ที่จะมุ่งเน้นไปยัง “ตลาดหุ้น” เป็นลำดับแรก

ความจริงเป้าหมายการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ คือ การมีนโยบายเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ทำให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรการ QE น่าจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับทุกประเทศ รวมทั้งไทยด้วยว่า ผลของมาตรการ QE ที่ออกมาแล้ว มีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและโลกอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นที่คนรวยรวยขึ้น คนมีรายได้น้อยจนลง

ทั้งนี้ ควรหันกลับมาทบทวนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้งว่า ได้มีนโยบายหรือมาตรการที่เดินถูกทิศถูกทาง เป็นผลดีกับประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการ QE 3 นี้ หากเป็นไปอย่างที่มีการกล่าวหากันว่า “เพื่อช่วยตลาดหุ้นและการเมือง” ก็น่าเสียดายมาก เพราะถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาให้ “เฉพาะกลุ่มบุคคลเท่านั้น” จึงไม่น่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่ดี ที่สมควรสนับสนุนหรือใช้เป็นแบบอย่าง

สำหรับประเทศไทยของเรา ก็คงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ ไม่ว่าปัญหาเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น หรือวัตถุดิบนำเข้าเพื่อการผลิตมีราคาสูงขึ้น ล้วนแต่จะมีผลกระทบและซ้ำเติมการส่งออกไทยที่ลดลงอยู่ในขณะนี้ ให้มีปัญหาเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น เราคงต้องจัดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพราะหากสูงไปก็จะกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิด “เงินไหลเข้า” หรือต่ำเกินไปก็จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวแบบ “ผิดทิศทาง” ซึ่งจะทำเกิดเงินเฟ้อในประเทศมากขึ้น แล้วอาจลุกลามไปถึงความเสี่ยง “ฟองสบู่” ในภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ถึงแม้เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จะยังไม่เป็นปัญหามากนักก็ตาม แต่ถ้าเราไม่มีมาตรการรองรับ QE 3 ของสหรัฐอเมริกา และผลที่จะเกิดต่อไปกับเศรษฐกิจโลก ก็คงหนีไม่พ้นผลกระทบที่อาจก่อปัญหาเพิ่มขึ้นได้

 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว