
กทม.จ้างเอกชนทำแผนแม่บทบรรเทาภัยแผ่นดินไหว
กทม.จ้างบริษัทที่ปรึกษาเอกชนทำแผนแม่บทแผ่นดินไหว หวังช่วยป้องกัน-บรรเทาภัยจากดินไหว-อาคารถล่ม
กทม.จ้างบริษัทที่ปรึกษาเอกชนทำแผนแม่บทแผ่นดินไหว หวังช่วยป้องกัน-บรรเทาภัยจากดินไหว-อาคารถล่ม
นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาของเอกชนให้ศึกษาพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวและจัดทำแผนแม่บทป้องกันและบรรเทาภัยจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่มแบบบูรณาการ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐาน ข้อกำหนด ระเบียบ และผังเมืองที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม โดยจะใช้เวลาศึกษา 1 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.2556
นายวัลลภ กล่าวว่า แม้ว่า กทม.จะไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนเปลือกโลก แต่สภาพดินอ่อนใน กทม.อาจทำให้ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล และส่งผลกระทบต่ออาคารสูง ตัวอย่างกรณีการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศพม่า ซึ่งไม่เพียงแต่เกิดการสั่นสะเทือนใน จ.เชียงใหม่ เท่านั้น แต่อาคารสูงใน กทม. ย่านสีลม สาทร อโศก ยังสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เช่นเดียวกัน
แผนแม่บทดังกล่าวจะเป็นกรอบแนวทางให้หน่วยงานและองค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วนนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนให้สามารถฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ กทม.ได้หารือร่วมกับนายเป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้าง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ในฐานะเป็นหัวหน้าคณะดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่มในพื้นที่ กทม.
นายวัลลภ กล่าวว่า ผลจากการศึกษาครั้งนี้จะทำให้ กทม.ได้แบบจำลองแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวและสถานการณ์จำลองที่มีโอกาสเกิดได้จริง อีกทั้งผลการสำรวจดินและความเร็วคลื่นเฉลี่ยตามระดับความลึกของชั้นดิน รวมถึงแผนที่และพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว ความเสียหายอาคารทุกระดับในแต่ละสถานการณ์จำลอง การประเมินผลกระทบและความเสียหายจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม แนวทางการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหา การปรับปรุงและแก้ไขด้านกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและการจัดการในภาวะฉุกเฉิน
ด้านนายจุมพล สำเภาพล รองปลัด กทม. กล่าวว่า อุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับอาคารสูงส่วนใหญ่เกิดจากความละเลย ไม่ใส่ใจต่อมาตรการควบคุมด้านความปลอดภัย รวมทั้งการต่อเติมดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อาคารเสี่ยงที่จะพังทลายหรือทรุดตัวและเกิดโศกนาฏกรรม แม้จะมี พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร กฎกระทรวง ตลอดจนเทศบัญญัติต่างๆ เป็นมาตรการที่มีผลบังคับใช้มาโดยตลอด







