
อย่าชะล่าใจ
รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งมือในการออกมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ความช่วยเหลือให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถปรับตัวให้รับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยเร่งด่วนที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งมือในการออกมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ความช่วยเหลือให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถปรับตัวให้รับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยเร่งด่วนที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลช่วยเหลือดูแลเอสเอ็มอี ที่จะเข้าสู่เออีซี ล่าสุด ผู้บริหารระดับสูงบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า เวลาที่เหลืออีก 2 ปีก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสู่เออีซีในปี พ.ศ. 2558 นั้น อาจไม่พอสำหรับการปรับตัวของเอสเอ็มอี เพราะจนถึงบัดนี้ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ลงลึกในรายละเอียด
แม้ว่าล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลมีมาตรการที่จะสร้างความพร้อมให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีรวม 6 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาคน บริหารจัดการวัตถุดิบ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ลดต้นทุนด้านขนส่ง และการพัฒนาตลาด
ซึ่งมาตรการทั้ง 6 ด้านของรัฐบาลถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องที่มุ่งส่งเสริมให้ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยไม่ได้มุ่งเน้นแต่การให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้านเดียว แต่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพการแข่งขันไปด้วย ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้
แต่อย่างไรก็ตามข้อเสนอของรัฐบาลในวันนี้ ยังเป็นเพียงแค่มาตรการที่เป็นนามธรรม ไม่มีรายละเอียดของมาตรการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าหากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง
ประเทศไทยนั้นเคยมีบทเรียนเรื่องการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มาแล้ว จากการที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไว้ ผลที่เห็นคือการประท้วงของเกษตรกร การนำผลผลิตการเกษตรมากองทิ้งเพื่อประท้วงรัฐบาล
ความไม่เข้าใจ ความไม่พอใจ ยังทำให้เรื่องบานปลายจนกระทั่งต้องยกเลิกการทำเอฟทีเอกับบางประเทศมาแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่อยากให้ภาพเหล่านั้นหวนกลับมาอีกครั้ง เพราะเออีซีให้ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหลายด้าน
นอกจากนี้ ข้อมูลของกระทรวงการคลังเองระบุว่า แม้เอสเอ็มอีจะสร้างผลผลิตให้ประเทศเพียงร้อยละ 30 ของจีดีพี แต่ก็มีการจ้างแรงงานสูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด
การดูแลเอสเอ็มอีให้อยู่รอด จึงเท่ากับดูแลแรงงานร้อยละ 90 เหล่านี้ด้วย ดังนั้นการออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ ก่อนที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีจะวิกฤตจนย้อนกลับมาเป็นปัญหารัฐบาลเองในอนาคต







