posttoday
ออกแพ็กเกจภาษีหนุนลงทุนนอก

ออกแพ็กเกจภาษีหนุนลงทุนนอก

14 กันยายน 2555

‘กิตติรัตน์’แย้มมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพ่วงไปด้วย/เป้าหมายหลักพยุงเงินบาทให้อ่อนค่าลง

‘กิตติรัตน์’แย้มมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพ่วงไปด้วย/เป้าหมายหลักพยุงเงินบาทให้อ่อนค่าลง

คลังจ่อคิวออกแพ็กเกจภาษีกระตุ้นคนไทยขนเงินลงทุนนอก หวังช่วยให้เงินบาทอ่อนค่า

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยยอมรับว่าค่าเงินบาทควรปรับจุดสมดุลด้วยการส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ โดยรัฐบาลจะออกมาตรการทางการคลังและมาตรการทางภาษีมาสนับสนุนการนำเงินออกไปลงทุน โดยเฉพาะเรื่องการลดภาษีซ้อน

รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการศึกษาการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับภาคเอกชนที่ไปลงทุนต่างประเทศ และนำมาตรการดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ซอฟต์โลน) ในการให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการไปลงทุนต่างประเทศ

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. ยอมรับว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาการออกชุดมาตรการทางภาษี (แพ็กเกจ) เพื่อส่งเสริมภาคเอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ ทั้งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนด้านเงินทุน โดยเชื่อว่าหากมีการนำมาใช้จะกระตุ้นให้ภาคเอกชนไทยไปลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นถึง 30% หรือคิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง 2.4% หรือ 0.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

“แพ็กเกจดังกล่าวจะมีผลพลอยได้อีกอย่าง คือต่างชาติจะใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนต่างประเทศเช่นกัน และเรายังได้ภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม คิดเป็นรายได้ภาษีปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท” นายสมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนไทยที่เข้าใช้แพ็กเกจภาษีและเงินกู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในระดับที่เหมาะสม เพื่อนำเงินสมทบเข้ากองทุนและนำไปเป็นเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน ซึ่งจะช่วยพยุงเงินบาทมากขึ้น ดังนั้น ควรที่จะมีการนำเงินสำรองระหว่างประเทศให้เอกชนนำไปลงทุน แต่เนื่องจากยังมีอุปสรรคของภาคเอกชน ทั้งมาตรการภาษีและการสนับสนุนด้านอื่นๆ อยู่

ปัจจุบันเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยสูงถึง 1.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมกว่า 64% ของเงินสำรอง หรือประมาณ 6.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลือ 36% หรือราว 4.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาจากการเกินดุลบัญชีเงินทุน ซึ่งการมีเงินสำรองจำนวนมากทำให้ไม่มีความสมดุลและสร้างแรงกดดันได้ จึงต้องส่งเสริมเฉพาะธุรกิจที่มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศโดยไม่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องในไทย เช่น การลงทุนธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เนื่องจากการออกเป็นกฎหมายใดๆ จะต้องไม่มีช่องโหว่ให้ถูกตำหนิได้

ทั้งนี้ ในปี 2554 บริษัทไทยไปลงทุนในต่างประเทศ 1 แสนล้านบาท ทั้งในสิงคโปร์ เกาะเคย์เมน ฮ่องกง มอริเชียส และบริติชเวอร์จิน แต่แทบไม่มีธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและบัญชีส่วนบุคคลเพื่อการลงทุนในต่างประเทศนำเงินไปลงทุน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการทางภาษีและมาตรการทางการเงินเพื่อส่งเสริมให้ทั้งสองกลุ่มนี้มีขีดความสามารถในการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น

 

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน