
หยุดตอกลิ่ม
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อโค่นอำมาตย์ ล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวได้ว่าสภาพแห่งความขัดแย้ง อยู่ที่สภาพที่ต่างฝ่ายต่างประคับประคองสถานการณ์ให้อยู่ในกรอบแห่งความสงบ สันติ
หากตัดบางเหตุการณ์ กล่าวคือ การนำเลือดจากคนเสื้อแดงที่เข้าชุมนุม ไปทำพิธีไสยศาสตร์ สาดเทที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านของนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็นับได้ว่าสถานการณ์เป็นที่น่าพึงพอใจ และสังคมรับได้
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รับมือด้วยความพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ผ่อนปรนในบางระดับ โดยเน้นหนักไปในทางป้องกันรักษาพื้นที่
สภาพปัจจุบันจึงอยู่ในรูปแบบยันกันไว้ด้วยปัญญา อย่างมีสติ
สภาพอย่างนี้ย่อมดีกับสังคมที่สุด ดีกว่าที่ทุกฝ่ายมีการประเมินกันว่า สังคมจะเกิดความวุ่นวาย เนื่องจากกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงประกาศก่อนหน้าว่าครั้งนี้เป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ต้องแตกหักใน 7 วัน
ความขัดแย้งดังกล่าวจะพัฒนาไปถึงขั้นใด จบลงอย่างไร ขึ้นอยู่กับความอดทนอดกลั้นของแต่ละฝ่าย และความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน
พินิจท่าทีของแกนนำคนเสื้อแดง และคำปราศรัยในทุกค่ำคืนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวทีคนเสื้อแดงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ พบปรากฏการณ์ที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง นี่คือความพยายามตอกลิ่มลงไปในสังคม
ตอกลิ่มด้วยการสร้างระบบไพร่ ขึ้นมาอธิบายถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศโดยยกประเด็นที่สังคมสะเทือนใจจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบราชการ เพื่อสร้างความรู้สึกร่วม และนำไปเทียบเคียงกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลพิพากษายึดทรัพย์ และในคดีทุจริตที่ถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี
ทั้งที่ในข้อเท็จจริงกรณีของผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบราชการ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความอยุติธรรม การเลือกปฏิบัติ มีอยู่จริงในระบบราชการไทย แต่หาได้เกี่ยวข้องกับชนชั้นใดๆ ดังที่กลุ่มคนเสื้อแดงพยายามปลุกเร้าให้เกิดการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อให้คนไทยลุกฮือแต่อย่างใดไม่
ดังนั้น แกนนำคนเสื้อแดงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และนำเสนอความจริงต่อมวลชนที่ศรัทธาในการต่อสู้ของแกนนำ เพราะเหตุว่าหากจุดชนวนชนชั้นให้เกิดขึ้นในหัวใจคนไทยสำเร็จโดยหวังเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า
ไม่ว่าใครชนะ สังคมนี้จะบาดเจ็บสาหัส ห่างไกลความสงบสันติจนยากเยียวยา







