posttoday
ประกันภัยปัญหาที่ยังไม่จบจากน้ำท่วม

ประกันภัยปัญหาที่ยังไม่จบจากน้ำท่วม

10 กันยายน 2555

มหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2554 ยังคงเป็นตำนานของคนไทยค่อนประเทศ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนที่อ่อนแอ ขี้บ่น เสียงดังที่สุด ในประเทศนี้คงเหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่ตามใจจนขาดภูมิต้านทาน ไม่มีความอดทน

มหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2554 ยังคงเป็นตำนานของคนไทยค่อนประเทศ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนที่อ่อนแอ ขี้บ่น เสียงดังที่สุด ในประเทศนี้คงเหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่ตามใจจนขาดภูมิต้านทาน ไม่มีความอดทน

มหาอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว ไม่ใช่เป็นภัยพิบัติ แต่เป็นภัยที่เชื่อกันว่า เกิดจากความเห็นแก่ตัวของผู้มีบารมีบางคน ที่ใช้อำนาจสั่งการบริหารจัดการน้ำ ให้ผิดไปจากการจัดการตามปกติเพียงเพื่อประโยชน์ของจังหวัดตนเอง จนสร้างความเสียหายให้กับประเทศนับแสนล้านบาท

ไม่มีใครบอกตัวเลขที่แท้จริงของความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ แต่เชื่อกันว่ามากกว่าตัวเลขที่รัฐบาลบอก และนอกจากความเสียหายโดยตรงที่ได้รับแล้ว ยังมีความเสียหายต่อเนื่องอีกไม่น้อยไปกว่าความเสียหายโดยตรง เช่น ความเสียหายที่เกิดจากการขาดชิ้นส่วนในการผลิตสินค้า เนื่องจากชิ้นส่วนของสินค้าบางตัวประเทศไทยเป็นฐานการผลิตให้กับทั่วโลก

เมื่อประเทศไทยไม่สามารถส่งชิ้นส่วนให้ได้ผู้ผลิตก็ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เป็นความเสียหายที่กระทบไปทั่วโลก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องขาดรายได้เป็นแสนๆ ล้านๆ ล้านบาท

ความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแวดวงอุตสาหกรรม ผู้ที่รู้ดีที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจประกันภัย เพราะนักธุรกิจจะประกันภัยความเสี่ยงทุกประเภท ซึ่งความเสี่ยงอันเกิดต่อเนื่องประเภทนี้ก็มีการประกันภัยกัน และเป็นความเสียหายที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเสียหายเท่าไร

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนที่อยู่ในธุรกิจประกันภัย ท่านเล่าให้ฟังว่า มีปัญหาหนึ่งที่เป็นประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจมาก คือ ผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัย

เรื่องของเรื่องเกิดจากการกู้ยืมเงินจากธนาคาร โดยนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปจำนองเป็นประกันไว้ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ จะถูกธนาคารบังคับให้ต้องทำประกันวินาศภัย และมักจะเป็นบริษัทที่ธนาคารกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือบริษัทในเครือของธนาคารนั่นเอง

กรณีเช่นนี้ จะเหมือนขายเหล้าพ่วงเบียร์อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าหรือเปล่า เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่น่าพิจารณาอีกเช่นกัน

นอกจากต้องทำประกันแล้ว ตามกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องระบุให้ธนาคารเป็นผู้รับประโยชน์ หากเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติที่ทำประกันไว้

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้กู้จ่ายหนี้เงินกู้ให้กับธนาคารหมดแล้ว แต่ยังคงทำประกันต่อไปเรื่อยๆ โดยลืมไปว่าในกรมธรรม์ประกันภัยยังระบุให้ธนาคารเป็นผู้รับประโยชน์ จึงไม่ได้ขอให้บริษัทประกันเปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ บริษัทประกันก็คงไม่ได้สอบถามว่า ผ่อนหนี้หมดหรือยัง ฉะนั้นเมื่อเกิดมหาอุทกภัยโรงงานบ้านเรือนได้รับความเสียหาย บริษัทประกันจะจ่ายเงินให้กับใคร

กรณีที่เกิดขึ้นน่าจะมีทั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและโรงงานต่างๆ ซึ่งผ่อนหนี้ให้ธนาคารจนหมดแล้ว ธนาคารจึงไม่มีส่วนได้เสียใดๆ กับทรัพย์ที่เอาประกันไว้

ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนเล่าให้ฟังว่า บริษัทประกันและลูกค้าพยายามติดต่อธนาคาร เพื่อขอให้ธนาคารสละสิทธิการรับประโยชน์จากกรมธรรม์ เพราะไม่มีส่วนได้เสียใดๆ กับทรัพย์ที่เอาประกันแล้ว

คงพอนึกภาพออกว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือแม้แต่กรรมการของธนาคารคนใด จะกล้าสละสิทธิไม่รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัย ยิ่งเป็นธนาคารของรัฐ ใครจะกล้าสละสิทธิในทางที่ทำให้ธนาคารเสียหาย

ไม่มีใครกล้าทำ “ตามใจ” ตัวเอง เพราะเกรงจะถูกคดี “ตามใจ” เหมือนในอดีต

ถ้าขอคำตอบแบบความรู้สึกทั่วๆ ไป ก็คงต้องตอบว่า บริษัทประกันต้องจ่ายให้กับเจ้าของผู้เสียหายที่แท้จริง ไม่มีเหตุผลที่ธนาคารจะได้รับเงินประกัน เพราะไม่ได้รับความเสียหายใดๆ แต่ถ้าเป็นนักกฎหมายคงต้องถามต่อไปว่า แล้วจะเอาหลักกฎหมายใดมาอธิบาย

ประเด็นนี้สามารถอธิบายในทางกฎหมายได้เป็น 2 แนว คือ

1.พื้นฐานของกฎหมายประกันภัยของเรามีเจตนารมณ์ที่จะให้การประกันภัยเป็นธุรกิจที่ช่วยเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากวินาศภัย เป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่สามารถแสวงหากำไรจากการทำประกันวินาศภัยได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 877 บัญญัติให้ผู้รับประกันภัย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง

การประกันภัยจึงเป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อธนาคารไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ได้เป็นผู้ที่จะรับความเสียหายจริง ข้อสัญญาเรื่องผู้รับประโยชน์ จึงน่าจะเป็นโมฆะธนาคารไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าชดใช้ความเสียหายจากการประกัน

2.อีกแนวทางหนึ่งอาจอธิบายได้ว่า การได้เข้าเป็นผู้รับประโยชน์ของธนาคารมาจากผลของนิติกรรม คือ สัญญากู้ เมื่อสัญญากู้สิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ธนาคารจะอ้างเป็นผู้รับประโยชน์ได้

คงต้องอาศัยหลักกฎหมายเรื่อง ลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา...”

ผมไม่ทราบว่า เรื่องนี้มีข้อยุติในทางใดหรือยัง แต่อยากจะเรียนธนาคารทั้งหลายว่า ธุรกิจธนาคารน่าจะทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม น่าจะเป็นตัวอย่างให้ธุรกิจอื่นเดินตามได้ ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม

อย่าให้ลูกค้าต้องใช้สิทธิทางศาลฟ้องธนาคารในเรื่องที่ไม่จำเป็นเลยครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก